วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา ๑

พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา ๑

สมเด็จพระญาณสังวร

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

วัดบวรนิเวศวิหาร

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม
ปัญญาในธรรม นั้นเป็นความรู้ในสัจจะคือความจริง ซึ่งมีอยู่เป็นไปอยู่ในตน รวมเข้าก็ในสัจจะทั้ง ๔ คือ ในทุกข์ ในสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ ในนิโรธความดับทุกข์ และในมรรคทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ล้วนเป็นสัจจะคือความจริงที่มีอยู่ในตน ทุกข์ก็มีอยู่ในตน สมุทัยก็มีอยู่ นิโรธและมรรคก็มีอยู่ เมื่อปฏิบัติให้มีขึ้น ก็มีอยู่ในตน
แต่ในขณะที่ยังมิได้ปฏิบัติในมรรค คือทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ยังไม่พบนิโรธความดับทุกข์ ทุกข์และสมุทัยก็ย่อมปรากฏอยู่ เป็นไปอยู่ในตน ดังจะพึงเห็นได้ในเมื่อพินิจพิจารณาดู ก็จะพบสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ เอาจำเพาะที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นไว้ คือตัณหาความดิ้นรนทะยานอยากต่างๆ ก็มีอยู่เป็นไปอยู่ปรากฏให้เห็นได้ และทุกข์อันเป็นผล เป็นความทุรนทุรายเดือดร้อนต่างๆ เป็นความไม่สบายกายไม่สบายใจต่างๆ ก็ปรากฏให้เห็นได้

สุขในทุกข์

แต่ว่าอาศัยที่สมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ ยกเอาตัณหาความดิ้นรนทะยานอยากนั้น ก็เป็นสิ่งที่มีเกิดมีดับ ถึงจะไม่ได้ปฏิบัติธรรมะ ก็มีเกิดมีดับ เมื่อเป็นดั่งนี้ จึงได้พบความดับซึ่งเป็นคติธรรมดาดั่งนี้ สลับกันไปอยู่เสมอ ความไม่สบายกายไม่สบายใจอันเป็นผลที่เกิดขึ้นก็ดับไปอยู่เสมอ แต่แล้วก็เกิดขึ้นอีก
กับทั้งบุคคลได้รับความสุขโสมนัส อันเป็นผลของการได้ในสิ่งที่ปรารถนาต้องการ จึงทำให้รู้สึกสบายกายสบายใจในคราวหนึ่งๆ ความสบายกายสบายใจนั้นก็หายไป ก็ได้ความไม่สบายกายไม่สบายใจมาเกิดสลับ เพราะต้องพบกับความปรารถนาไม่สมหวัง ก็เป็นอันว่าได้สุขได้ทุกข์สลับกันไป ทำให้ไม่มองเห็นในสัจจะ ซึ่งความจริงที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงชี้ในทุกขสัจจะสภาพที่จริงคือทุกข์ ยังมองเห็นเป็นความสุข และก็ติดอยู่ในสุขที่ได้นั้นเป็นครั้งเป็นคราว
ความยากในการที่จะเห็นสัจจะคือความจริงว่าเป็นทุกข์จึงอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงที่เพลิดเพลินยินดีติดอยู่ในสุขโสมนัส หรือความสุขที่ได้เพราะสมหวัง เพราะสมปรารถนาในบางครั้งบางคราว สลับกันไปกับที่ไม่สมหวังอันเป็นทุกข์เดือดร้อน แต่เพราะตัวตัณหานี้เองที่ทำให้มีความหวัง แม้จะอยู่ในทุกข์เดือดร้อนแต่ก็มีความหวัง หวังในความสุขที่จะได้ต่อไป หวังว่าความทุกข์เดือดร้อนจะหายไป ซึ่งทุกข์เดือดร้อนนั้นก็หายไป คือดับไปตามคติของธรรมดาบ้าง กับได้รับความสุขขึ้นมาใหม่ อันเป็นผลที่ได้จากการได้มาทดแทนบ้าง เมื่อเป็นดั่งนี้จึงมองไม่เห็นทุกข์
เหมือนอย่างร่างกายอันนี้เมื่อเกิดหิวขึ้นมาจึงรู้สึกเป็นทุกข์ เมื่อบริโภคอาหารเข้าไปก็อิ่มหนำสำราญก็รู้สึกเป็นสุข และเพราะเหตุที่ได้มีอาหารบริโภคอิ่มหนำสำราญ กับทั้งได้รับกายบริหาร ทั้งที่เป็นไปโดยธรรมชาติ และทั้งที่การบำรุงให้มีขึ้น ร่างกายมีอนามัยมีผาสุข ก็รู้สึกว่าเป็นสุข

อโรคยา ปรมาลาภา

เพราะฉะนั้นในสมัยพุทธกาลนั้น จึงได้มีแสดงถึงพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เอามือลูบกายของตน ซึ่งเป็นกายที่มีอนามัยจึงมีความแข็งแรง ไม่รู้สึกว่าเป็นโรคอะไร ว่านี่แหละคือนิพพาน ก็คือหมายเอาความที่ไม่มีโรคทางกายปรากฏ กายจึงแข็งแรง พราหมณ์ก็ถือว่านี่แหละคือนิพพาน ฝ่ายพระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสเป็นพระพุทธภาษิตไว้ว่า อโรคยะ ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง หรือลาภทั้งหลายมีความไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง แต่ว่าทรงมุ่งหมายเอาถึงโรคคือกิเลส เป็นต้นว่าความดิ้นรนทะยานอยากของจิตใจ สิ้นกิเลสจึงจะเป็น อโรคยะ คือความไม่มีโรค
ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง ทางพุทธศาสนาจึงมุ่งถึงความไม่มีโรคคือกิเลส ก็คือจิตว่างกิเลส ที่เรียกว่าจิตว่าง อันความว่างกิเลสนี้ได้มีพระพุทธภาษิตแสดงไว้เช่น นิพพานัง ปรมัง สุญญัง นิพพานเป็นความว่างอย่างยิ่ง ก็หมายถึงความว่างกิเลส

สุญญตาคือความว่าง

และได้มีศัพท์ธรรมะอีกคำหนึ่งเรียกว่า สุญญตา คือความว่าง อันสุญญตาคือความว่างนี้พระบรมศาสดาก็ได้ทรงแสดงไว้ นับตั้งแต่สุญญตาคือความว่างตั้งแต่เบื้องต้น อันเป็นขั้นสมาธิขึ้นไปโดยลำดับจนถึงที่สุด
ดังที่มีเรื่องที่แสดงไว้ในพระสูตรที่แสดงถึงสุญญตาคือความว่าง รวมความเข้ามาตั้งแต่เบื้องต้นว่า
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าได้ประทับอยู่ในบุพพารามของนางวิสาขามิคารมารดาในกรุงสาวัตถี ท่านพระอานนท์ได้เข้าเฝ้าในเย็นวันหนึ่ง และได้กราบทูลว่า เมื่อครั้งที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ในสักกะชนบทในนิคมแห่งศากยะทั้งหลายอันชื่อว่านครกะ ท่านพระอานนท์ได้ฟังพระพุทธดำรัสที่ตรัสไว้ว่า เรา ก็คือพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ได้ประทับอยู่โดยมากในบัดนี้ด้วยสุญญตาวิหาร อันแปลว่าธรรมะเป็นเครื่องอยู่คือสุญญตาความว่าง
พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสรับรองว่า เมื่อก่อนนี้ก็ดี ในบัดนี้ก็ดี พระองค์คือพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ได้ทรงอยู่โดยมากด้วยสุญญตาวิหาร ธรรมะเป็นเครื่องอยู่คือสุญญตาความว่าง ต่อจากนั้นก็ได้ตรัสแสดงถึงการปฏิบัติธรรมสุญญตาคือความว่างไปโดยลำดับ ตั้งแต่ในเบื้องต้นเป็นข้อๆ ไปโดยลำดับ

สุญญตาข้อแรก

ข้อแรกได้ทรงแสดงว่า ในปราสาทคือในสิ่งก่อสร้างที่เป็นชั้นๆ ในบุพพาราม ของนางวิสาขามิคารมารดานี้ เป็นที่ว่างจากช้างม้าโคกระบือ จากเงินทอง จากสันนิบาตคือความประชุมของชายหญิงทั้งหลาย ก็คือว่าว่างจากบ้าน ว่างจากมนุษย์ทั้งหลาย เพราะเป็นอารามฉันใด ก็ให้ปฏิบัติมนสิการทำไว้ในใจกำหนดไว้ในใจเหมือนอย่างนั้น
กล่าวคือไม่ใส่ใจกำหนดว่าเป็นบ้าน ไม่ใส่ใจกำหนดว่าเป็นป่า ไม่ใส่ใจกำหนดว่าเป็นมนุษย์ ไม่ใส่ใจกำหนดว่าเป็นบ้าน ไม่ใส่ใจกำหนดว่าเป็นมนุษย์คือผู้คน แต่ว่ามนสิการใส่ใจกำหนดเสียว่าเป็นป่าปราศจากบ้าน ปราศจากมนุษย์ผู้คน 
เมื่อกล่าวโดยอุปมาข้างต้น บุพพารามนั้นว่างจากบ้าน ว่างจากมนุษย์คือผู้คนดังกล่าว แต่ว่าไม่ว่างอยู่สิ่งหนึ่งก็คือภิกษุสงฆ์ เพราะภิกษุสงฆ์อาศัยอยู่ในบุพพารามนั้น
แม้ความที่ไม่ใส่ใจว่าเป็นบ้านว่าเป็นมนุษย์ผู้คน แต่ว่าใส่ใจว่าเป็นป่าดังกล่าวนั้น ก็เป็นสุญญตาคือความว่าง เป็นความที่หยั่งจิตลงสู่สุญญตาคือความว่างแต่ว่าก็ยังไม่ว่างอยู่อีกสิ่งหนึ่งเช่นเดียวกัน ก็คือว่ายังมีแผ่นดินที่ประกอบไปด้วยที่ลุ่มที่ดอน ต้นไม้ภูเขา ห้วยหนอง เป็นต้น อันรวมเรียกว่าเป็นป่านั้นนั่นเอง
นี้เป็นข้อแรกของการปฏิบัติหัดทำจิตที่ทรงสั่งสอน และเป็นข้อที่ผู้ปฏิบัติธรรมะทางสมาธิพึงถือเป็นหลักปฏิบัติได้ กล่าวคือแม้จะอยู่ในบ้าน อยู่ในหมู่มนุษย์ที่เป็นชาวบ้านด้วยกันก็สามารถทำสมาธิได้ กล่าวคือไม่ใส่ใจกำหนดหมายว่าเป็นบ้าน ไม่ใส่กำหนดหมายว่าเป็นหมู่คน แต่ว่าใส่ใจกำหนดหมายว่าเป็นป่า เหมือนอย่างไม่มีบ้าน เหมือนอย่างไม่มีผู้คน ป่านั้นก็เป็นสถานที่ประกอบด้วยต้นไม้ภูเขาห้วยหนองคลองบึงที่ลุ่มที่ดอน ตลอดจนถึงสัตว์ป่าทั้งหลาย ไม่มีบ้านไม่มีผู้คน ใส่ใจกำหนดลงว่าเป็นป่าดั่งนี้ ก็เป็นอันว่าได้ปฏิบัติหยั่งจิตลงไปสู่สุญญตาคือความว่างขั้นแรก และเมื่อเป็นดั่งนี้ก็สามารถทำจิตให้สงบได้เหมือนอยู่ในป่า ก็เป็นสุญญตาคือความว่าง เพราะว่างจากความกำหนดหมายว่าเป็นบ้าน ว่าเป็นหมู่คนนั้นเอง เป็นสุญญตาในข้อนี้
ฉะนั้น จึงแสดงว่าความสำคัญนั้นอยู่ที่จิตใจ เมื่อจิตใจไม่กำหนดไม่ใส่ใจถึงสิ่งอันใด สิ่งอันนั้นก็ว่างไปเหมือนไม่มี แม้จะมีก็เหมือนไม่มี แม้ว่าจะเข้าไปอยู่ในป่าจริงๆ ไม่มีบ้านไม่มีผู้คน ถ้าจิตใจยังคำนึงถึงบ้านคำนึงถึงผู้คน บ้านและผู้คนก็มาตั้งอยู่ในจิตใจ แม้กายจะอยู่ในป่าก็ตาม ก็เป็นอันว่าจิตใจก็คงไม่สงบอยู่นั่นเอง กลับตรงกันข้ามกายอยู่ในบ้านอยู่กับผู้คนทั้งหลาย แต่ว่าจิตใจไม่ใส่ใจถึง กำหนดว่าเป็นป่า ป่าก็ตั้งขึ้นในจิตใจ จิตใจก็มีความสงบได้
เพราะฉะนั้นข้อที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้ปฏิบัติเป็นข้อแรกนี้ ... (จบ ๑/๑ ) ( ข้อความขาดนิดหน่อย ) ( เริ่ม ๑/๒ ) ...ก็ย่อมมาเป็นนั่นเป็นนี่ ตั้งอยู่ในจิตใจ จิตใจก็ไม่ว่างจากสิ่งเหล่านั้น หากจิตใจวางได้ ไม่ใส่ใจถึง ไม่หมกมุ่นถึง ไม่คิดถึง ไม่ดำริถึง สิ่งนั้นๆ ก็ไม่มาตั้งอยู่ในจิตใจ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติรักษาจิตใจนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ อยู่ที่ไหนๆ เมื่อปฏิบัติรักษาจิตใจได้ ก็ปฏิบัติในศีลได้ ในสมาธิได้ ในปัญญาได้

สุญญตาข้อ ๒

ต่อจากข้อนั้นพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าก็ได้ตรัสสอนต่อไป ให้ไม่ใส่ใจกำหนดว่าเป็นป่า ซึ่งประกอบไปด้วยต้นไม้ภูเขาห้วยหนองคลองบึง ที่ลุ่มที่ดอนเป็นต้น ซึ่งรวมเรียกว่าป่านั้น แต่ให้ใส่ใจกำหนดว่าเป็นแผ่นดินล้วนๆ ปราศจากต้นไม้ภูเขาห้วยหนองคลองบึงที่ลุ่มที่ดอน เป็นแผ่นดินที่ราบเรียบไปทั้งหมด เหมือนอย่างแผ่นหนังสัตว์ที่ได้มาจัดการทำให้ราบเรียบดีแล้ว เหมือนอย่างหนังหน้ากลองผืนใหญ่ราบเรียบไปตลอดทั้งหมด ดั่งนี้ ก็เป็นอันว่าได้หยั่งลงสู่สุญญตาคือความว่างขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง แต่ว่าก็ยังไม่ว่างอยู่อีกสิ่งหนึ่งก็คือตัวแผ่นดินนั้นเอง ยังมีอยู่
ในข้อนี้เป็นอันได้ตรัสสอนให้กำหนดทำสุญญตาคือความว่างที่สูงขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง สูงขึ้นมาจากป่ามาเป็นกำหนดว่าเป็นแผ่นดินที่เรียบราบไปตลอดทั้งหมด เหมือนอย่างหนังหน้ากลองดังกล่าวนั้น เมื่อเป็นดั่งนี้จิตก็ย่อมจะได้ความสงบเป็นสมาธิขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง แม้ในข้อนี้ก็ย่อมเป็นข้อที่ผู้ต้องการปฏิบัติสมาธิพึงเห็นว่าปฏิบัติได้ในที่ทุกสถานเช่นเดียวกัน และเมื่อได้หัดปฏิบัติใส่ใจกำหนดให้ได้ว่าเป็นป่าซึ่งเป็นข้อที่ ๑ นั้นแล้ว ก็ให้มาใส่ใจกำหนดให้เห็นว่าเป็นแผ่นดินที่ราบเรียบไปตลอดทั้งหมดต่อไป
และในสองข้อนี้ก็ควรที่จะทำความเข้าใจเพิ่มเติมอีกว่า ข้อแรกความตั้งใจกำหนดว่าเป็นป่า ไม่มีบ้านไม่มีผู้คนนั้น ย่อมรวมถึงไม่มีรูป ไม่มีเสียง ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่มีโผฏฐัพพะ อันเป็นกามคือกามคุณ หรือวัตถุกาม คือเป็นสิ่งที่รักใคร่ปรารถนาพอใจทั้งหลาย เพราะว่ากามหรือกามคุณ หรือวัตถุกามทั้งปวงนี้ ย่อมรวมอยู่ในคำว่าบ้าน รวมอยู่ในคำว่าผู้คน
ฉะนั้นเมื่อจิตใจไม่กำหนดถึงว่าเป็นบ้าน ไม่กำหนดถึงว่าเป็นผู้คน ก็คือไม่กำหนดว่าเป็นรูป เป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นรส เป็นโผฏฐัพพะ ที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจทั้งหลาย อันรวมทั้งที่ไม่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจทั้งหลายด้วย คือไม่มีอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยินดีไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยินร้ายทั้งปวง อันอารมณ์ทั้งปวงดังกล่าวนี้ย่อมรวมอยู่ในคำว่าบ้าน รวมอยู่ในคำว่าผู้คน รวมอยู่ในคำว่าเงินทองทรัพย์สินเป็นต้น ซึ่งเป็นบ้านนั้นเอง
เพราะฉะนั้นเมื่อไม่ใส่ใจกำหนดว่าเป็นบ้าน ก็คือไม่ใส่ใจกำหนดไปในอารมณ์ทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งความยินดีความยินร้ายทั้งสิ้น มากำหนดหมายว่าเป็นป่า คือว่าเห็นต้นไม้เห็นภูเขาเห็นบึงคลองหนองที่ลุ่มที่ดอนต่างๆ อันรวมความว่าเป็นป่า ไม่มีรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะเป็นต้น ทั้งที่น่ารักใคร่ ทั้งที่ไม่น่ารักใคร่ อันเป็นเรื่องของบ้าน อันเป็นเรื่องของผู้คน เมื่อเป็นดั่งนี้จึงจะเรียกว่าใส่ใจกำหนดหมายว่าเป็นป่า จิตจึงสงบจากกามฉันท์ จากพยาบาทเป็นต้น อันเป็นนิวรณ์ ดั่งนี้ จึงเป็นสมาธิ และกรรมฐานที่เป็นอารมณ์ของสมาธินั้นก็คือว่าป่านั้นเอง
ฉะนั้นจะต้องทำจิตกำหนดในบ้านในผู้คนเป็นต้นนี่ว่าเป็นป่าให้ได้ จึงจะได้สมาธิตั้งแต่ในขั้นต้น ถ้าหากว่ายังสงบกำหนดลงไปว่าเป็นป่าไม่ได้ ใจยังฟุ้งซ่านไปในนิวรณ์ทั้งหลาย เรื่องนั้นเรื่องนี้ คนนั้นคนนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้ ชอบใจบ้าง ไม่ชอบใจบ้างดั่งนี้แล้ว ก็แปลว่ายังกำหนดอยู่ในบ้านในผู้คน ทรัพย์สินทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งของยินดียินร้าย
ตลอดถึงหลงซึ่งเป็นตัวนิวรณ์ ก็เป็นสมาธิไม่ได้ จะต้องกำหนดลงไปว่าเป็นป่าให้ได้ เห็นแต่ต้นไม้ภูเขาห้วยหนองคลองบึงที่ลุ่มที่ดอน ล้วนเป็นป่าทั้งนั้น ไม่มีอารมณ์อันเกี่ยวกับบ้านเกี่ยวกับผู้คน ที่น่าชอบใจบ้าง ไม่น่าชอบใจบ้าง นี่คือป่าที่ให้กำหนดให้ตั้งอยู่ในจิตใจ ก็สงบนิวรณ์ได้ จิตก็รวมเข้ามาเป็นสมาธิได้
กำหนดให้เห็นธรรมชาติธรรมดา

เพราะฉะนั้นแม้การปฏิบัติในสติปัฏฐาน กาย เวทนา จิต ธรรม ว่าเป็นกายเป็นเวทนาเป็นจิตเป็นธรรมนั้น คือกำหนดให้เห็นว่าเป็นธรรมชาติธรรมดา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ถ้ายังเห็นว่าเป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาอยู่ ก็ไม่เป็นกาย ไม่เป็นเวทนา ไม่เป็นจิต ไม่เป็นธรรม ยังไม่เป็นอารมณ์ของสติปัฏฐาน เพราะว่ายังเป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ยังเป็นตัวเราเป็นของเรา เป็นตัวเขาเป็นของเขา
เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าการพิจารณากายเวทนาจิตธรรมข้อใดข้อหนึ่งก็ตาม มองเห็นเป็นตัวเราเป็นของเรา เป็นตัวเขาเป็นของเขา เป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ก็เท่ากับว่าเป็นบ้านเป็นหมู่คน ยังเป็นกาม เป็นกามคุณ เป็นวัตถุกาม ต่อเมื่อมามองเห็นว่าเป็นสักแต่ว่ากาย เป็นสักแต่ว่าเป็นเวทนา เป็นสักแต่ว่าเป็นจิต เป็นสักแต่ว่าเป็นธรรม เป็นธรรมชาติธรรมดาที่ปรากฏที่ประกอบกัน ดั่งนี้ ก็คือว่า เท่ากับว่ากำหนดใส่ใจเห็นว่าเป็นป่า ป่ากาย ป่าเวทนา ป่าจิต ป่าธรรม เหมือนอย่างเป็นป่าต้นไม้ชนิดนั้น ชนิดนี้ ชนิดโน้น เป็นภูเขาเป็นห้วยหนองคลองบึง ที่ลุ่มที่ดอนเป็นต้น ไม่มาเป็นที่ตั้งของสัตว์บุคคล หรือตัวเราของเรา
อันที่จริงนั้นบ้านก็มาจากป่านั้นเอง คนก็ไปตัดเอาไม้มาจากป่า เอามาสร้างเป็นบ้าน เป็นวัตถุเครื่องใช้ต่างๆ สำหรับอยู่อาศัย ต้นไม้นั้นเองเมื่อเอามาสร้างเป็นบ้านก็กลายเป็นบ้านขึ้น แต่อันที่จริงก็มาจากต้นไม้ ยกเป็นตัวอย่าง คือป่านั่นเองแล้วมาเป็นบ้านขึ้นตามที่บุคคลมาปรุงแต่งขึ้น
ฉันใดก็ดีป่ากายป่าเวทนาป่าจิตป่าธรรมนี้ ก็เป็นธรรมชาติเป็นธรรมดา เหมือนอย่างต้นไม้ภูเขาในป่านี้แหละ แต่ว่าบุคคลนี้เองเอากายเวทนาจิตธรรมนี้ มาแต่งตั้งขึ้นว่าเป็น นาย ก. นาย ข. นาง ก. นาง ข. เป็นเราเป็นของเรา คนเราทั้งนั้นมาแต่งตั้งขึ้น แต่งตั้งให้ป่านี้มาเป็นบ้านขึ้น ก็มาเป็นบ้าน เป็นตัวเราเป็นของเราเพราะฉะนั้น ในการปฏิบัติสติปัฏฐานนั้น ข้อแรกจึงต้องให้เป็นป่าเสียก่อน ให้เป็นป่ากาย กับป่าเวทนา ป่าจิต ป่าธรรม แล้วจะได้สติปัฏฐานเป็นความสงบ สงบกามสงบอกุศลธรรมธรรมทั้งหลาย สงบนิวรณ์

ธาตุข้อเดียว

คราวนี้เมื่อต้องการให้ความสงบยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ก็กำหนดป่านั่นแหละ ว่าเป็นแผ่นดินที่ราบเรียบไปทั้งหมด ต้นไม้ก็ไม่มี ภูเขาก็ไม่มี เป็นแผ่นดินที่ราบเรียบไปทั้งหมด ดั่งนี้ก็คือว่าเมื่อยังมีการจำแนก เป็นกาย เป็นเวทนา เป็นจิต เป็นธรรมอยู่ ก็ง่ายที่จะยึดถือไปเป็นบ้าน เหมือนอย่างเมื่อยังมีต้นไม้อยู่ ก็ยังง่ายที่จะตัดต้นไม้ไปสร้างเป็นบ้าน เมื่อยังมีกายมีเวทนามีจิตมีธรรมอยู่ ก็เป็นการง่ายที่จะยึดถือเอาไปเป็นตัวเราเป็นของเรา
ฉะนั้นในขั้นต่อไปที่ตรัสสอนให้ใส่ใจกำหนดว่าเป็นแผ่นดินผืนเดียว ที่ราบเรียบไปทั้งหมด ต้นไม้ก็ไม่มี ภูเขาก็ไม่มี ห้วยหนองคลองบึงก็ไม่มี ดั่งนี้ ก็เท่ากับว่าไม่ต้องคำนึงว่าเป็นกาย เป็นเวทนา เป็นจิต เป็นธรรม แต่สักแต่ว่าเป็นธาตุ เป็นธาตุข้อเดียว และยกเอามาเป็นประธานก็คือว่าเป็นธาตุดินไปทั้งหมด หากว่าจะรวมเข้าก็เป็นธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ดั่งนี้ ก็ทำให้จิตสงบยิ่งขึ้น และก็ไกลจากที่จะน้อมน้าวไปเป็นบ้าน เป็นกาม ดังกล่าวนั้นด้วย

ต่อจากนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

คัดจากเทปธรรมอบรมจิต ข้อความขาดนิดหน่อยระหว่างหน้าเทป
อณิศร โพธิทองคำ บรรณาธิการ

วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556

หลักการทำสมาธิเบื้องต้น





หลักการทำสมาธิเบื้องต้น
พระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

สมาธินี้ได้มีอยู่ในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก ในสิกขาสามก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา  ในมรรคมีองค์แปดก็มีสัมมาสมาธิเป็นข้อสุดท้าย และในหมวดธรรมทั้งหลายก็มีสมาธิรวมอยู่ด้วยข้อหนึ่งเป็นอันมาก ทั้งได้มีพระพุทธภาษิตตรัสสอนไว้ให้ทำสมาธิในพระสูตรต่าง ๆ อีกเป็นอันมาก เช่น ที่ตรัสสอนไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงอบรมสมาธิ เพราะว่าผู้ที่มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้วย่อมรู้ตามเป็นจริง ดั่งนี้ ฉะนั้น สมาธิจึงเป็นธรรมปฏิบัติสำคัญข้อหนึ่งในพระพุทธศาสนา

   แต่ว่าสมาธินั้นมิใช่เป็นข้อปฏิบัติในทางศาสนาเท่านั้น แต่เป็นข้อที่พึงปฏิบัติในทั่ว ๆ ไปด้วย เพราะสมาธิเป็นข้อจำเป็นจะต้องมีในการกระทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการดำเนินชีวิตทั่วไปหรือทางด้านปฏิบัติธรรม มีคนไม่น้อยที่เข้าใจว่าเป็นข้อที่พึงปฏิบัติเฉพาะในด้านศาสนา คือสำหรับผู้ที่ต้องการปฏิบัติธรรมอย่างเป็นภิกษุ สามเณร หรือเป็นผู้ที่เข้าวัดเท่านั้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้น ก็จะได้กล่าวถึงความหมายของสมาธิทั่วไปก่อน

   สมาธินั้น ได้แก่ความตั้งใจมั่นอยู่ในเรื่องที่ต้องการให้ใจตั้งไว้เพียงเรื่องเดียวไม่ให้ใจคิดฟุ้งซ่านออกไปนอกจากเรื่องที่ต้องการจะให้ใจตั้งนั้น ความตั้งใจดั่งนี้เป็นความหมายทั่วไปของสมาธิ และก็จะต้องมีในกิจการที่จะทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรียนศึกษา หรือว่าการงานอย่างใดอย่างหนึ่ง

   ในการเล่าเรียนศึกษา จะอ่านหนังสือก็ต้องมีสมาธิในการอ่าน จะเขียนหนังสือก็ต้องมีสมาธิในการเขียน จะฟังคำสอนคำบรรยายของครูอาจารย์ก็ต้องมีสมาธิในการฟัง ดั่งที่เรียกว่าตั้งใจอ่าน ตั้งใจเขียน ตั้งใจฟัง

   ในความตั้งใจดังกล่าวนี้ก็จะต้องมีอาการของกายและใจประกอบกัน เช่นว่าในการอ่าน ร่างกายก็ต้องพร้อมที่จะอ่าน เช่นว่าเปิดหนังสือ ตาก็ต้องดูหนังสือใจก็ต้องอ่านด้วย ไม่ใช่ตาอ่านแล้วใจไม่อ่าน ถ้าใจไปคิดถึงเรื่องอื่นเสียแล้ว ตาจับอยู่ที่หนังสือก็จับอยู่ค้าง ๆ เท่านั้น เรียกว่าตาค้าง จะมองไม่เห็นหนังสือ จะไม่รู้เรื่อง ใจจึงต้องอ่านด้วย และเมื่อใจอ่านไปพร้อมกับตาที่อ่านจึงจะรู้เรื่องที่อ่าน ความรู้เรื่องก็เรียกว่าเป็นปัญญาอย่างหนึ่ง คือ ได้ปัญญาจากการอ่านหนังสือ ถ้าหากว่าตากับใจอ่านหนังสือไปพร้อมกัน ก็จะอ่านได้เร็ว รู้เรื่องเร็ว และจำได้ดี ใจอ่านนี่แหละคือใจมีสมาธิ คือหมายความว่าใจตั้งอยู่ที่การอ่าน

   ในการเขียนหนังสือก็เหมือนกัน มือเขียน ใจก็ต้องเขียนด้วย การเขียนหนังสือจึงจะสำเร็จด้วยดี ถ้าใจไม่เขียน หรือว่าใจคิดไปถึงเรื่องอื่น ฟุ้งซ่านออกไปแล้วก็เขียนหนังสือไม่สำเร็จ ไม่เป็นตัว ใจถึงต้องเขียนด้วย คือว่าตั้งใจเขียนไปพร้อมกับมือที่เขียน

   ในการฟังก็เหมือนกัน หูฟังใจก็ต้องฟังไปพร้อมกับหูด้วย ถ้าใจไม่ฟัง แม้เสียงมากระทบหูก็ไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ ใจจึงต้องฟังด้วย ใจจะฟังก็ต้องมีสมาธิในการฟัง คือ ตั้งใจฟัง

   ดั่งนี้จะเห็นว่า ในการเรียนหนังสือ ในการอ่าน การเขียน การฟัง จะต้องมีสมาธิ

   ในการทำการงานทุกอย่างก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการงานที่ทำทางกาย ทางวาจา แม้ใจที่คิดอ่านการงานต่าง ๆ ก็ต้องมีสมาธิอยู่ในการงานที่ทำนั้น เมื่อเป็นดั่งนี้จึงทำการงานสำเร็จได้

   ตามนัยนี้จะเห็นว่าสมาธิเป็นสิ่งจำเป็นต้องมีในการทำงานทุกอย่าง นี้เป็นความหมายของสมาธิทั่วไป และเป็นการแสดงว่าจำเป็นต้องมีสมาธิในการเรียน ในการงานที่พึงทำทุกอย่าง

   ต่อจากนี้จะได้กล่าวถึงสมาธิในการหัด ก็เพราะว่าความตั้งใจให้เป็นสมาธิดังกล่าวนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการหัดประกอบด้วย สมาธิที่มีอยู่ตามธรรมดา เหมือนอย่างที่ทุกคนมีอยู่ยังไม่เพียงพอ ก็เพราะว่ากำลังใจที่ตั้งมั่นที่ยังอ่อนแอ ยังดิ้นรนกวัดแกว่ง กระสับกระส่ายได้ง่าย โยกโคลงได้ง่าย หวั่นไหวไปในอารมณ์ คือ เรื่องต่าง ๆ ได้ง่าย และทุกคนจะต้องพบเรื่องราวต่าง ๆ ที่เข้าไปเป็นอารมณ์ คือเรื่องของใจ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือทางอายตนะทั้ง ๖ อยู่เป็นประจำ เมื่อเป็นดั่งนี้จึงได้มีความรักใคร่บ้าง ความชังบ้าง ความหลงบ้าง เมื่อจิตใจมีอารมณ์ที่หวั่นไหว และมีเครื่องทำให้ใจหวั่นไหวเกิดประกอบขึ้นมาอีก อันสืบเนื่องมาจากอารมณ์ดังกล่าว ก็ยากที่จะมีสมาธิในการเรียน ในการทำงานตามที่ประสงค์ได้

   ดังจะพึงเห็นได้ว่า ในบางคราวหรือในหลายคราว รวมใจให้มาอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ฟังคำสอน ไม่ค่อยจะได้เพราะว่าใจพลุ่งพล่านอยู่ในเรื่องนั้นบ้าง ในเรื่องนี้บ้าง ที่ชอบบ้าง ที่ชังบ้าง ที่หลงบ้าง จนรวมใจเข้ามาไม่ติด เมื่อเป็นดังนี้ก็ทำให้ไม่สามารถจะอ่าน จะเขียน จะฟัง ทำให้การเรียนไม่ดี

   ในการงานก็เหมือนกัน เมื่อจิตใจกระสับกระส่ายไปด้วยอำนาจของอารมณ์และภาวะที่เกิดสืบจากอารมณ์ และภาวะที่เกิดสืบจากอารมณ์ดังจะเรียกว่ากิเลส คือ ความรัก ความชัง ความหลง เป็นต้น ดังกล่าวนั้น ก็ทำให้ไม่สามารถที่จะทำการงานให้ดีได้เช่นเดียวกัน

   ใจที่ไม่ได้หัดทำสมาธิก็จะเป็นดั่งนี้ และแม้ว่าจะยังไม่มีอารมณ์อะไรเข้ามา รบกวนให้เกิดกระสับกระส่าย ดังนั้นความตั้งใจก็ยังไม่สู้จะแรงนัก ฉะนั้นจึงสู้หัดทำสมาธิไม่ได้

   ในการหัดทำสมาธินั้นมีอยู่ ๒ อย่างคือ หัดทำสมาธิเพื่อแก้อารมณ์และกิเลสของใจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งก็เพื่อฝึกใจให้มีพลังของสมาธิมากขึ้น

   อย่างแรกนั้นก็คือว่า อารมณ์และกิเลสของใจในปัจจุบันนั้น บางคราวก็เป็นอารมณ์รัก เป็นความรักซึ่งจะชักใจให้กระสับกระส่ายเสียสมาธิ เมื่อเป็นดั่งนี้ก็ต้องหัดสงบใจจากอารมณ์รัก จากความรักชอบนั้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อการศึกษา ต่อการงานที่พึงทำ ตลอดจนถึงต่อกฎหมาย ต่อศีลธรรม นี่เป็นวิธีหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอน คือต้องหัดเอาชนะใจให้สงบจากอารมณ์ดังนั้นให้ได้

   บางคราวก็เกิดอารมณ์โกรธ ความโกรธอันทำใจให้ร้อนรุ่มกระสับกระส่าย ก็เป็นอันตรายอีกเหมือนกัน เพราะทำให้เสียสมาธิ ฉะนั้นก็ต้องหัดทำสมาธิ คือหัดสงบใจ จากอารมณ์โกรธ จากความโกรธดั่งนั้น

   ในบางคราวก็มีอารมณ์หลง ความหลงซึ่งมีลักษณะเป็นความง่วงงุนเคลิบเคลิ้มบ้าง มีลักษณะเป็นความฟุ้งซ่านรำคาญใจต่าง ๆ บ้าง มีลักษณะเป็นความเคลือบแคลงสงสัยบ้าง เมื่อเป็นดั่งนี้ก็ต้องหัดทำสมาธิ หัดสงบใจจากอารมณ์หลง จากความหลงนั้น ๆ

   คราวนี้หลักของการสอนสมาธิทางพระพุทธศาสนา วิธีที่จะทำสมาธิสงบใจจากอารมณ์รัก โกรธ หลง ดังกล่าว ก็จะต้องเปลี่ยนอารมณ์ให้แก่ใจ

   คือว่าเป็นที่ทราบแล้วว่าอารมณ์รักทำให้เกิดความรักชอบ เมื่อเป็นดั่งนี้ก็ต้องเปลี่ยนอารมณ์รักนั้นมาเป็นอารมณ์ที่ไม่รักไม่ชอบ

   ความโกรธก็เหมือนกัน ก็ต้องเปลี่ยนอารมณ์โกรธนั้นมาเป็นอารมณ์ที่ไม่โกรธหรือให้เปลี่ยนมาเป็นอารมณ์รัก แต่ว่าเป็นความรักที่เป็นเมตตา คือเป็นความรักที่บริสุทธิ์ อย่างญาติมิตรสหายรักญาติมิตรสหาย มารดาบิดาบุตรธิดารักกัน

   ความหลงก็เหมือนกัน ก็ต้องเปลี่ยนอารมณ์หลงมาเป็นอารมณ์ที่ไม่หลง

   เพราะว่าภาวะของใจจะเป็นอย่างไรนั้น สุดแต่ว่าใจตั้งอยู่ในอารมณ์อะไร

   เมื่อใจตั้งอยู่ในอารมณ์รัก ความรักชอบก็เกิดขึ้น ถ้าใจไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์รักแต่ว่าตั้งอยู่ในอารมณ์ที่ตรงกันข้าม ก็เกิดความสงบ

   ใจโกรธก็เหมือนกัน ก็เพราะตั้งอยู่ในอารมณ์โกรธ เมื่อเปลี่ยนอารมณ์ให้ใจให้ตั้งอยู่ในอารมณ์ที่ตรงกันข้าม โกรธก็สงบ

   หลงก็เหมือนกัน เมื่อตั้งอยู่ในอารมณ์ที่ไม่หลง ความหลงก็สงบ

   พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสชี้เอาไว้ว่าอารมณ์เช่นไรควรจะหัดใจให้ตั้งไว้ในเวลาไหน เมื่อเป็นดั่งนี้แล้วการที่หัดไว้ก็จะทำให้รู้ลู่ทางที่จะสงบใจของตนเอง อย่างนี้ก็จะทำให้สามารถสงบใจของตนเองได้ ดั่งนี้เป็นข้อมุ่งหมายของการทำสมาธิอย่างหนึ่ง ที่จะต้องหัดเอาไว้

   ประการที่ ๒ หัดทำสมาธิเพื่อให้เกิดพลังใจที่ตั้งมั่นมากขึ้น คือให้มีพลังขึ้น

   ก็เหมือนการออกกำลังกายเพื่อให้กายมีกำลังเรี่ยวแรง เมื่อหัดออกกำลังอยู่บ่อย ๆ กำลังร่างกายก็จะดีขึ้น จิตใจก็เหมือนกัน เมื่อหัดทำสมาธิอยู่บ่อย ๆ แล้ว โดยที่ปฏิบัติอยู่ในหลักของสมาธิข้อใดข้อหนึ่งเป็นประจำ สำหรับที่จะหัดใจให้มีพลังของสมาธิเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้พลังของสมาธินี้มากขึ้นได้ เช่นเดียวกับการออกกำลังกายทำให้พลังทางกายเพิ่มมากขึ้นได้ นี้คือสมาธิในการฝึกหัด

   คราวนี้สมาธิในการใช้ก็มี ๒ อย่างเหมือนกัน อย่างหนึ่งก็เพื่อใช้ระงับอารมณ์ระงับกิเลสที่เป็นปัจจุบันดังกล่าวข้างต้น ผู้ที่ได้ฝึกหัดทำสมาธิตามสมควรแล้ว จะสามารถระงับใจได้ดี จะไม่ลุอำนาจของอารมณ์ของกิเลสที่เป็นความรัก ความชัง ความหลงทั้งหลาย จะสามารถสงบใจตัวเองได้ รักษาใจให้สวัสดีได้ อารมณ์และกิเลสเหล่านี้จะไม่มาเป็นอันตรายต่อการเรียน ต่อการงาน ต่อกฎหมาย ต่อศีลธรรมอันดีงาม และอีกอย่างหนึ่ง ก็ต้องการเพื่อใช้สำหรับประกอบการงานที่จะพึงทำทั้งหลาย ตั้งต้นด้วยในการเรียน ในการอ่าน ในการเขียน ในการฟัง จะมีพลังสมาธิในการเรียน ในการงานดีขึ้น และเมื่อเป็นดังนี้จะทำให้เรียนดี จะทำให้การทำการงานดี นี้คือสมาธิในการนำมาใช้

   ตามที่กล่าวมานี้ เป็นการที่แสดงให้เห็นหลักของการทำสมาธิทั่ว ๆ ไป และก็ตั้งต้นตั้งแต่ความหมายทั่วไปของสมาธิ การหัดทำสมาธิ และการใช้สมาธิ

   จะได้ให้วิธีทำสมาธิย่อ ข้อหนึ่ง ก็คือว่า ท่านสอนให้เลือกสถานที่ทำสมาธิที่สงบจากเสียงและจากบุคคลรบกวนทั้งหลาย เช่น ในป่า โคนไม้ เรือนว่าง มุ่งหมายก็คือว่า ที่ที่มีความสงบพอสมควรที่จะพึงได้ และเข้าไปสู่สถานที่นั้น

   นั่งขัดบัลลังก์หรือที่เรียกว่าขัดสมาธิเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือชนกัน หรือว่ามือขวาทับมือซ้าย ตั้งตัวตรง หรือว่าจะนั่งพับเพียบก็ได้ สุดแต่ความพอใจ หรือตามที่จะมีความผาสุก

ดำรงสติจำเพาะหน้า คือหมายความว่ารวมสติเข้ามา

   กำหนดลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าก็ให้รู้ หายใจออกก็ให้รู้ หากจะถามว่ารู้ที่ไหนก็คงจะตอบได้ว่าจุดที่ง่ายนั้นก็คือว่าปลายกระพุ้งจมูกหรือริมฝีปากเบื้องบนอันเป็นที่ลมกระทบ เมื่อหายใจเข้า ลมหายใจเข้าจะมากระทบที่จุดนี้ ในขณะเดียวกันท้องก็จะพองขึ้น ลมหายใจออกออกที่จุดนี้ ในขณะเดียวกันท้องก็จะฟุบลงหรือว่ายุบลงไป เพราะฉะนั้น ก็ทำความรู้ลมหายใจเข้าจากปลายกระพุ้งจมูกเข้าไปถึงนาภีที่พอง หายใจออกก็จากนาภีที่ยุบถึงปลายกระพุ้งจมูกก็ได้ ก็ลองทำความรู้ในการหายใจเข้าหายใจออกดูดังนี้ก่อน หายใจเข้าก็จากปลายกระพุ้งจมูกเข้าไปถึงนาภีที่พอง ออกก็จากนาภีที่ยุบจนถึงปลายจมูก นี่ท่านเรียกว่าเป็นทางเดินของลมในการกำหนดทำสมาธิ

   คราวนี้ก็ไม่ต้องดูเข้าไปจนถึงนาภีดั่งนั้น แต่ว่ากำหนดอยู่เฉพาะที่ปลายจมูกแห่งเดียว หายใจเข้าก็ให้รู้ว่าเราหายใจเข้า หายใจออก ก็รู้ว่าหายใจออก รวมใจเข้ามาให้รู้ ดั่งนี้ และในการตั้งสติกำหนดนี้ จะใช้นับช่วยด้วยก็ได้ หายใจเข้า ๑ หายใจออก ๑ หายใจเข้า ๒ หายใจออก ๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ แล้วก็กลับ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ ๖-๖ แล้วก็กลับ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ ๖-๖ ๗-๗ แล้วก็กลับ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ ๖-๖ ๗-๗ ๘-๘ แล้วก็กลับ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ ๖-๖ ๗-๗ ๘-๘ ๙-๙ แล้วก็กลับ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ ๖-๖ ๗-๗ ๘-๘ ๙-๙ ๑๐-๑๐ ก็กลับ ๑-๑ ถึง ๕-๕ ใหม่ แล้วก็ กลับ ๑-๑ ถึง ๕-๕ ใหม่ แล้วก็ ๑-๑ ถึง ๖-๖ ใหม่ ดังนี้หลาย ๆ หน จนจิตรวมเข้ามาได้ดีพอควรก็ไม่ต้องนับคู่ แต่ว่านับ ๑  ๒  ๓  ๔  ๕, ๑  ๒   ๓  ๔ ๕ ๖ เป็นต้นไป เมื่อจิตรวมเข้ามาดีแล้วก็เลิกนับ ทำความกำหนดรู้อยู่ที่ปลายจมูกหรือที่ริมฝีปากเบื้องบนเท่านั้น

   วิธีนับดั่งนี้เป็นวิธีที่พระอาจารย์ท่านสอนมาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค แต่ว่าจะใช้วิธีอื่นก็ได้ เช่น นับ ๑-๑ จนถึง ๑๐-๑๐ ทีเดียว แล้วก็กลับใหม่ หรือว่าจะเลย ๑๐-๑๐ ไปก็ได้เหมือนกัน แต่ว่าที่ท่านไว้แค่ ๑๐-๑๐ นั้น ท่านแสดงว่าถ้ามากเกินไปแล้วจะต้องเพิ่มภาระในการนับมาก จะต้องแบ่งใจไปในเรื่องการนับมากเกินไป ฉะนั้น จึงให้นับอยู่ในวงที่ไม่ต้องใช้ภาระในการนับมากเกินไป อีกอย่างหนึ่ง พระอาจารย์ท่านสอนให้กำหนด หายใจเข้าพุทหายใจออกโธ พุทโธพุทโธหรือธัมโมธัมโม หรือว่าสังโฆสังโฆก็ได ้เมื่อใจสงบดีแล้วก็เลิกกำหนดอย่างนั้น ทำความรู้เข้ามาให้กำหนดอยู่แต่ลมที่มากระทบเท่านั้น ให้ทำดั่งนี้จนจิตรวมเข้ามาให้แน่วแน่ได้นาน ๆ นี่เป็นแบบฝึกหัดขั้นต้นที่ให้ในวันนี้ ท่านที่สนใจก็ขอให้นำไปปฏิบัติต่อไป

   สพฺเพ สตฺตา อเวรา โหนฺตุ

   สุขิตา โหนฺตุ นิพฺภยา

อธิบายเรื่องปัญญา

   “ปัญญาเป็นรัตนะของนรชน” นี้เป็นพระพุทธภาษิต เพราะนรชนคือคนเรามีรัตนะคือปัญญาติดตัวมาตั้งแต่เกิดเป็นพิเศษกว่าสัตว์ร่วมโลกทั้งหลาย จึงได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ และสามารถอบรมปัญญาให้มากขึ้นได้ด้วย ฉะนั้น คนเราจึงมีความฉลาด สามารถเปลี่ยนภาวะจากความเป็นคนป่ามาเป็นคนเมืองมีความเจริญด้วยอารยธรรม วัฒนธรรม มีบ้านเมือง มีระเบียบ การปกครอง มีศาสนามีเครื่องบำรุงความสุขทางกายทางใจต่าง ๆ สิ่งทั้งปวงเหล่านี้สัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายหามีไม่ ทั้งนี้ด้วยอำนาจของปัญญานี้เอง

   พระรัตนตรัยคือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ก็เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัญญา แต่ปัญญาที่เป็นรัตนะของนรชนดังกล่าวมานี้ พึงทราบว่าจะต้องเป็นปัญญาที่ชอบ มีลักษณะเป็นความฉลาดรู้ ความจัดเจน การวินิจฉัยถูกต้อง สามัญสำนึกดี มีเหตุผลในสิ่งทั้งหลาย ปัญญาที่ชอบดังกล่าวเป็นผลสืบมาจากปัญญาที่มีเป็นพื้นฐานอันได้มาแต่กำเนิดของนรชนอันเรียกว่า “สชาติปัญญา” และจากการศึกษาอบรมที่ถูกที่ชอบ อันสชาติปัญญานั้นมีพลังอำนาจที่ทำให้ประจักษ์ เรียนรู้เข้าใจและตระหนัก เป็นพลังใจทางปัญญาของบุคคล ถ้าอบรมศึกษาในทางที่ผิด ก็จะเพิ่มความรู้ในทางฉลาดแกมโกง ในทางทำความชั่วร้าย ในทางเบียดเบียนต่าง ๆ

   ฉะนั้น จึงตรัสสอนไม่ให้ประมาทปัญญา คือใช้ปัญญาพิจารณาอบรมศึกษาให้เข้าถึงความจริงตามเหตุและผลในสิ่งทั้งหลาย เพื่อให้บรรลุถึงความชอบถูกต้องในทุกๆ สิ่ง รวมกันเข้าในมรรคมีองค์ ๘ ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติมาจนได้ตรัสรู้พระธรรมและทรงสั่งสอนไว้นั่นเอง คือสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ (รวมเข้าเป็นปัญญาสิกขา) สัมมาวาจา เจรจาชอบ สัมมากัมมันตะ การงานชอบ สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ (รวมเข้าเป็นศีลสิกขา) สัมมาวายามะ เพียรชอบ สัมมาสติ ระลึกชอบ สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ (รวมเข้าเป็น จิตตสิกขา หรือสมาธิ)

   มรรคมีองค์ ๘ นี้ ก็เท่ากับ ปัญญา ศีล สมาธิ นั่นเอง อันแสดงว่าปัญญาเป็นหัวหน้า แต่ที่แสดงไว้เป็นข้อปฏิบัติโดยลำดับทั่วไปว่า ศีล สมาธิ ปัญญา พระพุทธเจ้าได้ตรัสรับรองไว้ด้วยว่า สัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้า เพราะเมื่อมีสัมมาทิฏฐิก็ย่อมรู้เห็นทุก ๆ อย่างว่าผิดหรือถูกอย่างไร และเมื่อมีความเพียรชอบ ความระลึกชอบเข้าประกอบ ก็จะทำให้มีความเพียร มีสติละทุกสิ่งที่ผิด ทำทุกสิ่งที่ถูกให้เกิดขึ้น จนถึงเป็นความถูกต้องสมบูรณ์ แต่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยสมาธิเป็นหลักเป็นที่ตั้งแห่งทุก ๆ ข้อ เพราะจิตที่ไม่มีสมาธิย่อมดิ้นรนกระสับกระส่าย ไม่อาจที่จะใช้ปัญญาอบรมปัญญาที่มีอยู่ให้เจริญขึ้นได้ เหมือนอย่างไฟฉายที่แกว่งไปแกว่งมา ไม่อาจจะส่องอะไรให้มองเห็นชัดเจนได้ จึงต้องทำจิตให้สงบด้วยสมาธิเป็นหลัก ก็จะปฏิบัติให้มรรคทุกข้อแวดล้อมเข้ามา

ปัญญาสูงสุด

   เรื่องกัมมัฏฐานสำหรับแก้นิวรณ์ เก็บจากคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจากที่มาต่าง ๆ และข้อที่ตรัสกำชับไว้ให้มีเป็นประจำในการปฏิบัติแก้นิวรณ์ทุกข้อ หรือในการปฏิบัติกัมมัฏฐานทุกคราว คือ โยนิโสมนสิการ แปลว่า การทำไว้ในใจโดยแยบคาย ได้แก่การใช้ปัญญาพิจารณาให้ทราบตระหนักแน่ถึงเหตุผลในการปฏิบัตินั้น ๆ ตามเป็นจริง เมื่อใช้ปัญญาดังนี้จึงจะไม่ปฏิบัติผิดทาง ทั้งจะไม่หลงตัวลืมตัว การใช้ปัญญาจึงเท่ากับเป็นการใช้เกราะป้องกันอันตรายอันอาจจะเกิดขึ้นจากความหลงถือเอาผิดดังกล่าว และการใช้ปัญญาก็เป็นการศึกษาธรรมนั่นเอง

   การฝึกหัดปฏิบัติสมาธิอย่างขาดโยนิโสมนสิการ หรือขาดการใช้ปัญญาก็เท่ากับไม่เป็นการศึกษาธรรม อาจหลงไปผิดทาง เช่น หลงติดอยู่กับนิมิตที่พบเห็นในสมาธิ หรืออำนาจบางอย่างที่ได้จากสมาธิ ทำให้กัมมัฏฐาน (ที่ถูก) หลุดหรือหลุดจากกัมมัฏฐานได้ง่าย

   พระพุทธเจ้าตรัสไว้อีกด้วยว่า “ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก” การใช้ปัญญาอบรมเพิ่มเติมปัญญาให้ส่องสว่างยิ่งขึ้นโดยลำดับจึงเป็นเหตุให้มองเห็นสัจจะคือให้รู้แจ้งเห็นจริง ให้บรรลุสุขประโยชน์ตั้งแต่ขั้นต้นจนถึงขั้นสูงสุด เพราะปัญญาขั้นสูงสุดคือปัญญาที่สมบูรณ์เต็มที่ ย่อมทำให้จิตปภัสสร คือผุดผ่องสว่างเต็มที่ ทำให้รู้แจ้งเห็นจริงและบรรลุสุขประโยชน์สูงสุดเหมือนดังพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสเตือนไว้ว่า “อย่าประมาทปัญญา” คือให้ใช้ปัญญานั่นเอง การที่ฝึกฝนใช้ปัญญาจนรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว ย่อมปฏิบัติตนไปในทางที่ถูกที่ควรตลอดเวลา โดยปราศจากกิเลสตัณหา เป็นไปโดยอัตโนมัติ

นิวรณ์และกัมมัฏฐานสำหรับแก้

   จิตที่ไม่มีสมาธิก็เพราะมีนิวรณ์ ทำให้ไม่ได้ความสงบ ไม่ใช้ปัญญา จึงจะแสดงนิวรณ์ ๕ และกัมมัฏฐานสำหรับแก้เพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

   ๑. ความพอใจใฝ่ถึงด้วยอำนาจกิเลสกาม เรียกว่า กามฉันทะ แก้ด้วยเจริญอสุภกัมมัฏฐาน พิจารณาซากศพ หรือเจริญกายคตาสติ พิจารณาร่างกายอันยังเป็น ให้เป็นของน่าเกลียด

   ๒. ความงุ่นง่านด้วยกำลังโทสะ เรียกรวมว่า พยาบาท แก้ด้วยเจริญเมตตา กรุณา ทุทิตา อุเขกขา หัดจิตให้คิดในทางเกิดเมตตา สงสาร กรุณา ช่วยเหลือเมื่อมีความสามารถ เกิดความพลอยยินดีไม่ริษยา เกิดความปล่อยวางหยุดใจที่คิดโกรธได้

   ๓. ความท้อแท้หรือคร้าน และความหดหู่ ง่วงงุน เรียกว่า ถีนมิทธะ แก้ด้วยเจริญอนุสสติกัมมัฏฐาน พิจารณาคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์บ้าง พิจารณาความดีของตนบ้าง เพื่อให้จิตเบิกบานและมีแก่ใจหวนอุตสาหะ หรือทำอาโลกสัญญา กำหนดหมายแสงสว่างให้จิตสว่าง

   ๔. ความฟุ้งซ่านหรือคิดพล่าน และความจืดจางเร็วหรือความรำคาญ เรียกว่าอุทธัจจกุกกุจจะ แก้ด้วยเพ่งกสิณ กำหนดลมหายใจเข้าออก หัดผูกใจไว้ในอารมณ์เดียว หรือเจริญมรณสติ อันจะทำให้ใจสงบด้วยสังเวช

   ๕. ความลังเลไม่แน่ลงได้ เรียกว่า วิจิกิจฉา แก้ด้วยเจริญธาตุกัมมัฏฐาน หรือวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อกำหนดรู้สภาวธรรมที่เป็นอยู่ตามเป็นจริง อีกอย่างหนึ่ง ทำความกำหนดรู้จิตที่มีนิวรณ์ และนิวรณ์ที่มีในจิตกับทั้งโทษ เมื่อเกิดปัญญาความรู้จักนิวรณ์และโทษของนิวรณ์ขึ้น นิวรณ์ก็จะสงบหายไป

บทสวดประกอบการปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน

   ในการฝึกปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน ในเบื้องต้น ควรไหว้พระสวดมนต์เพื่อทำจิตใจให้ผ่องใส มีความมั่นคงแน่วแน่ในการที่จะฝึกปฏิบัติ โดยการเริ่มด้วยการแสดงความนอบน้อมต่อพระรัตนตรัย พร้อมทั้งอธิษฐานเบญจศีลให้บังเกิดขึ้นในจิต อันจะเป็นพื้นฐานของสมาธิกรรมฐาน ทั้งจะก่อให้เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติไปตามลำดับดังนี้

คำนมัสการพระรัตนตรัย

   อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบหนหนึ่ง)

   สะวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม, ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบหนหนึ่ง)

   สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะ สังโฆ, สังฆัง นะมามิ (กราบหนหนึ่ง)

คำนอบน้อมพระพุทธเจ้าและระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (ว่า ๓ หน)

    อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ

    สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ

    สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลิ กะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

(กราบสามหน)

    ไหว้พระสวดมนต์จบแล้ว นั่งราบ ตั้งใจอธิษฐานเบญจศีล (ศีลห้า) เพื่อให้เกิดศีลขึ้นในจิตใจอันจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน โดยการตั้งจิตอธิษฐานงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต งดเว้นจากการลักขโมย งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากการพูดมุสา งดเว้นจากการดื่มและเสพสุราของมึนเมาทุกชนิดอันจะเป็นที่ตั้งของความประมาทจากนั้น จึงเริ่มการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานไปตามวิธีอันเป็นที่สบายของตน

บทสวดหลังการปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน

    หลังการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานแล้ว ควรฝึกพิจารณาข้ออันควรพิจารณาเนือง ๆ (อภิณหปัจจเวกขณะ) พร้อมทั้งหัดแผ่พรหมวิหาร คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และแผ่ส่วนกุศลที่ตนได้กระทำแล้วแก่สรรพสัตว์ เป็นการเสริมจิตใจให้มีสติไม่ประมาทมัวเมาต่อชีวิต และมีความอ่อนโยนง่ายต่อการที่จะฝึกปฏิบัติในธรรมต่อ ๆ ไปด้วยบทสวดดังต่อไปนี้

                    อภิณหปัจจเวกขณะ

                    ชะราธัมโมมหิ (มามหิ)
                    เรามีความแก่เป็นธรรมดา
                    ชะรัง อะนะตีโต (อะนะตีตา)
                    ล่วงความแก่ไปไม่ได้
                    พะยาธิธัมโมมหิ (มามหิ)
                    เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา
                    พะยาธิง อะนะตีโต (อะนะตีตา)
                    ล่วงความเจ็บไข้ไปไม่ได้
                    มะระณะธัมโมมหิ (มามหิ)
                    เรามีความตายเป็นธรรมดา
                    มะระณัง อะนะตีโต (อะนะตีตา)
                    ล่วงความตายไปไม่ได้
                    สัพเพหิ เม ปิเยหิ มะนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว
                    เราละเว้นเป็นต่าง ๆ คือว่าพลัดพรากจากของรัก ของเจริญใจ ทั้งหลายทั้งปวง
                    กัมมัสสะโกมหิ (กามหิ)*
                    เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของ ๆ ตน
                    กัมมะทายาโท (ทา)
                    เป็นผู้รับผลของกรรม
                    กัมมะโยนิ
                    เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด
                    กัมมะพันธุ
                    เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
                    กัมมะปะฏิสะระโณ (สะระณา)
                    เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
                    ยัง กัมมัง กะริสสามิ
                    จะทำกรรมอันใดไว้
                    กัละยาณัง วา ปาปะกัง วา
                    ดีหรือชั่ว
                    ตัสสะ ทายาโท (ทา) ภะวิสสามิ
                    จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
                    เอวัง อัมเหหิ อะภิณหัง ปัจจะเวกขิตัพพัง
                    เราทั้งหลายพึงพิจารณาเนือง ๆ อย่างนี้แล

                    *(คำในวงเล็บสำหรับอุบาสิกา)

พรหมวิหารภาวนา (การเจริญพรหมวิหาร)

   การเจริญพรหมวิหาร คือ การแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ดังนี้
                    สัพเพ สัตตา
                    สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
                    อเวรา โหนตุ
                    จงเป็นผู้ไม่มีเวรเถิด
                    อัพยาปัชฌา โหนตุ
                    จงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนกันเถิด
                    อนีฆา โหนตุ
                    จงเป็นผู้ไม่มีทุกข์กายทุกข์ใจเถิด
                    สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
                    จงเป็นผู้ มีสุขรักษาตนเถิด.

                    สัพเพ สัตตา
                    สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
                    ทุกขา ปะมุจจันตุ
                    จงพ้นจากทุกข์เถิด.

                    สัพเพ สัตตา
                    สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
                    มา ลัทธะสัมปัตติโต วิคัจฉันตุ
                    จงอย่าได้ปราศจากสมบัติอันได้แล้วเถิด.

                    สัพเพ สัตตา
                    สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
                    กัมมัสสะกา
                    เป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน
                    กัมมะทายาทา
                    เป็นผู้รับผลของกรรม
                    กัมมะโยนี
                    เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด
                    กัมมะพันธุ
                    เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
                    กัมมะปะฏิสะระณา
                    เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
                    ยัง กัมมัง กะริสสันติ
                    จักทำกรรมอันใดไว้

                    กัละยาณัง วา ปาปะกัง วา
                    ดีหรือชั่ว
                    ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ
                    จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น.

สัพพปัตติทานคาถา  (คาถากรวดน้ำ) พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔

                ปุญญัสสิทานิ กะตัสสะ ยานัญญานิกะตานิ เม, 
                เตสัญจะ ภาคิโน โหนตุ สัตตานันตาปปะมาณะกา
                ขอสัตว์ทั้งหลายไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณจงเป็นผู้มีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำในบัดนี้, และแห่งบุญทั้งหลายอื่น ที่ข้าพเจ้าได้ทำแล้ว.
                เย ปิยา คุณะวันตา จะมัยหัง มาตาปิตาทะโย
                คือชนเหล่าใดเป็นที่รัก ผู้มีคุณมีมารดาและบิดาของข้าพเจ้าเป็นต้น.
                ทิฏฐา เม จาปยะทิฏฐา วา
                ที่ข้าพเจ้าได้เห็นหรือแม้ไม่ได้เห็น.
                อัญเญ มัชฌัตตะเวริโน สัตตา ติฏฐันติ โลกัสมิง
                แลสัตว์ทั้งหลายอื่น ที่เป็นกลาง แลมีเวรกันตั้งอยู่ในโลก.
                เตภุมมา จะตุโยนิกา
                เกิดในภูมิ ๓ เกิดในกำเนิด ๔.
                ปัจเจกะจะตุโวการา
                มีขันธ์ ๕ แลขันธ์ ๑ แลขันธ์ ๔.
                สังสะรันตา ภะวาภะเว
                ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยแลภพใหญ่
                ญาตัง เย ปัตติทานัมเม
                สัตว์เหล่าใด ทราบการให้ส่วนบุญของข้าพเจ้าแล้ว.
                อะนุโมทันตุ เต สะยัง
                ขอสัตว์เหล่านั้นจงอนุโมทนาเองเถิด.
                เย จิมัง นัปปะชานันติ
                ก็สัตว์เหล่าใด ย่อมไม่ทราบการให้ส่วนบุญของข้าพเจ้านี้.
                เทวา เตสัง นิเวทะยุง
                ขอเทพทั้งหลายพึงแจ้งแก่สัตว์เหล่านั้น.
                มะยา ทินนานะ ปุญญานัง อะนุโมทะนะ เหตุนา
                เพราะเหตุ คืออนุโมทนาบุญทั้งหลายที่ข้าพเจ้าให้แล้ว.
                สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ อะเวรา สุขะชีวิโน
                ขอสัตว์ทั้งปวงจงอย่ามีเวร จงเป็นสุขเสมอเถิด.
                เขมัปปะทัญจะ ปัปโปนตุ
                แลจงถึงทางอันเกษมเถิด.
                เตสาสา สิชฌะตัง สุภา.
                ขอความหวังอันดีของสัตว์เหล่านั้น

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ต้มจับฉ่าย ง่ายนิดเดียว...จิงจิงนะคะ (ทำสูตรจิ๊บเอง)...





.....แม่บอกว่าที่เค้าเรียกจั๊บฉ่าย เพราะ ฉ่าย (ไฉ่) ภาษาจีนแต้จิ๋วแปลว่าผัก จั๊บก็คือสิบ ไม่ได้หมายถึงจำนวนสิบเป๊ะ แต่เป็นสำนวนว่าหลายๆอย่าง ดังนั้น "ต้มจั๊บไฉ่" ก็คือการต้มผักหลายๆอย่างรวมกัน ที่มาก็เหมือนแกงโฮ๊ะของทางเหนือบ้านเรา หรือพิซซ่าของชาวนาอิตาเลี่ยนเค้าแหละค่ะ คืออาหารที่ทานไม่หมดในมื้อจะทิ้งไปก็เสียดาย อย่างพิซซ่า ก็มาจากการที่ชาวบ้านชาวนาอิตาเลี่ยนเอาอาหารที่เหลือๆ เช่น สตูว์ สลัด เศษแฮมเฮิม ที่เหลือๆ มาผสมกันแล้วโปะลงบนขนมปังที่เหลือ ถ้ากินจนขนมปังไม่เหลือก็นวดแป้งซะหน่อย เพิ่งกลับจากงานไร่งานสวนก้ค่ำแล้ว เหนื่อย หิว เวลาน้อยไม่ต้องพิถีพิถันรอให้แป้งมันขึ้นฟูหรอก นวดเสร็จเอาของเหลือๆที่คลุกเคล้ากันไว้โปะลงไป แล้วเข้าเตาอบ ให้แป้งสุก กลายเป็นพิซซ่า อาหารไฮโซฯ ของเด็กวัยรุ่นไทยสมัยนี้และ
จับฉ่าย หรือจั๊บไฉ่ นี่ก็ทำนองเดียวกัน ระดับฮ่องเต้ ฮองเฮานี่ไม่ได้แอ้มหรอกค่ะท่าน เพราะห้องเครื่องปรุงแต่อาหารสดๆใหม่ๆให้เสวยทุกมื้อ มีแต่คนจีนยากจนชนชั้นกรรมาชีพแหละ ต้องประหยัดของเหลือก็อย่าทิ้งเอามาผสมต้มกินอีก อาหารจีนส่วนใหญ่ก็มีรสจืดๆอย่างผัดผัก แกงจืด กินไม่หมดก็เทใส่รวมกันในหม้ออุ่นไว้ อุ่นไปมาสองสามมื้อผักก็เปื่อย รสชาติก็ผสมกลมกลืนได้ที่ หอมชวนกินขึ้นมา เป็นอาหารเสริมสำรับได้อีกอย่างแบบฉลาดและประหยัดเลยละค่ะ

.....แม่จิ๊บเล่าว่าเคยฟังอาม่าที่เป็นคนจีนมาจากเมืองจีนที่รู้จักนับถือกันกับที่บ้านเล่าให้ฟังและจิ๊บก็ฟังมาอีกต่อหนึ่ง ว่าบางครอบครัวในชนบทจีนยากจนมากแม้ขนาดเมล็ดข้าวสารที่ร่วงหล่น แล้วหมามันมานั่งทับ เมล็ดข้าวสารติดก้นหมา ยังตามไปเก็บแกะออกจากก้นหมามาสะสมไว้หุงกินต่อเลย...แต่ขอโทษ อาม่าลงเรือสำเภาน้อยหนีภัยคอมมิวนิสต์สมัยปฏิวัติวัฒนธรรมจีน มาอยู่มืองไทยพร้อมอากงไปรับจ้างเป็นช่างตีทองร้านทองเก็บหอมรอมริบประหยัดกินแต่ต้มจับฉ่าย กลายเป็นเจ้าของร้านทอง มรดกตกทอดถึงลูกหลานอากงอาม่ากลายเป็นเศรษฐีเจ้าของร้านทองไปละค่ะท่านผู้ชม

กลับมาพูดถึงขั้นตอนการทำจับฉ่ายของเรานะคะ  
ผักที่ใช้ต้มจับฉ่ายก็คงทราบๆกันแล้วเนอะ หลักๆก้ กวางตุ้ง หัวไชเท้า ชุงไฉ่ (บางคนอาจจะไม่รู้จัก มันจะคล้ายๆกวางตุ้งแต่ใบจะหยิกและหนากว่า รสชาติขมๆนิดๆ อันนี้แหละทำให้อร่อย) คะน้า กะหล่ำปลี คึ่นช่าย หรือจะไม่ต้องครบก้ได้ อย่างที่จิ๊บเล่าประวัติให้ฟัง มันไม่ได้มีกำหนดกฎเกณฑ์ว่าต้องผักนี่นั่นตายตัว แต่แม่ครัวไทยบางคนก็กำหนดนี่นั่นเพราะไม่รู้ที่มาที่ไปของอาหารจริงๆ กลายเป็นดัดจริตโดยไม่เจตนา หรือเจตนาก็ไม่รู้นะ (แหะๆ ปากนะปาก จิ๊บเอ๊ย..แก้ไม่หาย..ไปแขวะเค้าจนได้สิน่า....)

ส่วนเนื้อสัตว์ที่จะใส่ก็เป็นหมูสามชั้นก็ดีนะคะ หรือเป็นขาหมูก็อร่อยมันเยิ้ม อ้วนไปอีกแบบ อิอิ.... เต้าหู้ขาว ทอดพอให้น้ำมันเคลือบผิว จะได้ไม่เละกระจุยกระจาย เวลาต้มเคี่ยวกับผัก หัวข่าจะอ่อนแก่ก็ตามสะดวกแต่กาดเป็นแว่นบางๆซัก สี่ห้าแว่นก้พอ นะคะ

จับฉ่ายของจิ๊บก็ออกแนวมั่ว ตามสูตรดั้งเดิมเป๊ะ แต่ทำแล้ว..อย่าให้คุย..ออกมาอร่อยเว่อร์ ฮ่าๆๆๆๆๆ

ก่อนอื่นเลย จิ๊บก็ล้างผัก ล้างดีๆนะคะ ซอกหลืบมีตรงไหน แกะออกมาล้างให้หมด ล้างให้สะอาดเป็นสำคัญ อย่าไปเสียดายวิตามินเล็กน้อยแลกกะพิษของสารเคมี ยาฆ่าแมลง ไม่ต้องดัดจริตจะเก็บวิตามินไว้ มันไม่ได้หลุดหายไปเท่าไร่หรอกค่ะ ล้างเสร็จ เอาไปหั่นแล้วก็พักไว้

ตั้งกะทะ บนเตาใช้ไฟกลางค่อนข้างแรง เอาหมูสามชั้นที่หั่นชิ้นใหญ่ๆ ลงไปรวน จนหมูค่อนข้างสุก เติมน้ำมัน นิดหน่อยเอากระเทียมลงไปผัดให้หอม จนกลิ่นฉุนของกระเทียมสดหายไปเหลือแต่กลิ่นกระเทียมเจียวหอมๆ ตามด้วยหัวข่าที่หั่นไว้ ใส่ซีอิ๊วขาวเล็กน้อย น้ำตาลซักช้อนเดวพอ ผัดคลุกเคล้ากัน แล้วใสพริกไทยเม็ดที่บุบๆ ไว้ ไม่ต้องตำจนเป็นผงนะคะ เดวมันจะฉุนไป เอาตำหยาบๆ หรือใช้มีดทุบๆพอแตกก็พอ เสร็จแล้วก็ค่อยๆทะยอยเอาผักลงไปคลุกเคล้า พอเครื่องปรุงเคลือบผักทั่วดีแล้วก็ไปเทใส่หม้อ เติมน้ำให้ท่วมผัก ลดไฟเหลือไฟกลางเคี่ยวไปเรื่อยๆ พอน้ำแห้งก็เติม สองครั้งหรือสามครั้ง จนกว่าผักจะสุกนิ่ม อ้อ...หัวไชเท้าแยกออกมาก่อนค่ะเพราะมันสุกง่าย เดวต้มไปพร้อมกันมันจะเปื่อยเละเกินไป ค่อยใส่ต้มด้วยกันหลังเติมน้ำครั้งที่สองหรือครั้งที่สามก้ได้ค่ะเช่นเดียวกะเต้าหู้ พอหัวไชเท้าและผักเปื่อยเท่าที่ต้องการก็ลองชิมดู ถ้าจืดเกินไปก็เต้มเกลือหรือซีอิ๊วขาวซะนิดนึง น้ำจะเป็นสีผักต้มและสีซีอิ๊วขาว ไม่ต้องดำอย่างที่แม้ค้าทำนะ นั่นมานเพี้ยนละไปใส่ซีอิ๊วดำให้มันดำๆ ผักก็ไม่เปื่อย สีจับฉ่ายมันจะเข้มขึ้นมาโดยธรรมชาติเพราะเราต้มผักต้มเครื่องเข้ากัน ไม่ใช่ไปใส่ซีอิ๊วดำ ค่ะท่านคะ
เสร็จและค่ะ...ง่ายม๊ะล่ะคะ จับฉ่ายของจิ๊บ อร่อยเริ่ด ขอบอก..ไม่ได้โม้... อิอิและถ้าเราไม่ทำรสเข้มข้นมากก็จะทานเปล่าๆ เพื่อเป็นอาหารเย็นได้เลยสำหรับสาวๆที่ไม่อยากทานข้าวหรือแป้ง เพื่อรักษาเชพ หรือลดความอ้วนค่ะ...ลองดูสิคะ ทำเองได้ สะอาด อร่อย อิ่ม ไม่ต้องง้อจับฉ่ายใส่ซีอิ๊วดำจากแม่ค้า เอิ๊กๆๆๆๆ




วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2556

แกงอ่อมลูกผสมของจิ๊บ




แด่...ท่านที่อยากทำและอยากทานแกงอ่อม...

อันนี้เป็นตำรับบ้านจิ๊บเอง อาจจะไม่เหมือนที่อื่น จิ๊บไม่แน่ใจว่าจะเป็นแกงชนิดเดียวกะ "แกงขโมย" หรือเปล่า อิอิ ฟังไม่ผิดหรอกค่ะ แกงขโมยนี้คุณยายของจิ๊บเล่าว่ามีตำนานเล่ากันมาว่า เกิดจากการที่เจ้าขโมยคนหนึ่งคงเป็นขโมยสมัครเล่น ซี่งนายคนนี้เป็นคนจน ชีวิตไม่เคยได้กินเนื้อหมูเนื้อไก่กับใครเขา เพราะความอยากจะกินแกงไก่ ก็เลยไปลักไก่จากบ้านเพื่อนบ้าน แล้วก็ไม่อยากให้ใครรู้ว่าวันนี้แกงไก่กลัวโดนจับได้ ก็เลยใช้วิธี ตั้งหม้อน้ำแล้วเอาไก่และผักทุกอย่างใส่ลงไปต้มจนสุก เครื่องปรุงคือพริก และเครื่องแกงก็ไม่กล้าโขลกเพราะ กลัวว่าเสียงจะดังไปถึงหูชาวบ้าน เลยแค่เอามีดเอาสากทุบเบาๆพอบุบใส่ลงไป

แต่อนิจจา...พอต้มเสร็จกลิ่นดันหอมอบอวลเตะจมูกชาวบ้าน ความเลยแตก โดนจับได้ว่าขโมยไก่เพื่อนบ้าน ก็ไม่รู้นิทานไม่ได้บอกว่านายคนนี้ถูกลงโทษอย่างไร แต่ว่า สูตรเด็ดเคล็ดลับแกงของนายหัวขโมยนี้กลายเป็นเมนูเด็ดในเวลาต่อมา และตั้งชื่อเรียกกันว่า "แกงขโมย"....ที่เล่ามาซะยืดยาวนี้ก็เพราะว่าวิธีการทำมันเหมือนแกงอ่อมที่หลายๆคนรู้จักนั้่นเองค่ะ

เครื่องปรุงแกงอ่อมของจิ๊บ : หมู หรือไก่ กุ้ง ปลา ตามต้องการ พริกสด ตะใคร้ หอมแดง ข่า บุบหรือทุบพอแตก และข้าวคั่ว 1ช้อนโต๊ะ

ผักจะใช้อย่างเดียวอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมด ก็ได้ แต่จิ๊บใส่หมดเลย ได้แก่ ฟักทอง หรือฟักแฟง มะเขือเปราะ ถั่วฝักยาว ข้าวโพดอ่อน ยอดชะอม ผักชีลาว ใบแมงลัก

วิธีก็เหมือนแกงขโมยเลย ต้มน้ำให้เดือด ใส่ทุกสิ่งทุกอย่างลงไปต้ม แต่ผักยอดและผักใบเอาไว้ใส่ทีหลังนะคะ พอน้ำเดือดและเนื้อกับผักสุก ก็ปรุงรสด้วยน้ำปลาดี หรือเกลือให้พอดี ใส่ผักชีลาว และชะอม แล้วตามด้วยใบแมงลักเป็นรายการสุดท้าย ไม่ต้องใส่น้ำตาลนะคะ และจิ๊บไม่ใส่ปลาร้า

เท่านี้ก็ได้แกงอ่อมหอมอร่อย ทานกับข้าวสวยร้อนๆ ซดน้ำคล่องคอ เหมาะที่จะเป็นอาหารในฤดูฝนและฤดูหนาวที่อากาศเย็นๆแบบนี้ได้เลยค่ะ

อ้อ...มีเคล็ดลับของต้นตะกูลเราบอกว่า ก่อนจะยกหม้อแกงขึ้นจากเตาทุกครั้งให้หยิบเกลือโดยใช้หัวแม่มือกับนิ้วชี้หยิบแล้วกลั้นหายใจแป๊บนึงระลึกถึงคุณพระพุทธพระธรรมพระสงค์แล้วใส่เกลือหยิบนั้นลงในหม้อแกง เป็นการป้องกันและปลอดภัยจากการทำคุณไสยได้ แต่เมื่อโดนลูกอิช่างซักอย่างจิ๊บ ซักว่า ทำไม ๆๆๆๆๆ คุณยายจึงเปิดเผยว่าที่จริงเป็นเพราะปรกติเวลาเราชิมแกงที่ยังร้อนว่าพอดีแล้ว แต่เดียวพอเราทานกับข้าว มันจะรสจืดลงไป ที่ให้หยิบเกลือใส่ลงอีกนิดก็จะทำให้รสชาดแกงพอดีทานกับข้าวนั่นเองละค่ะ.....