วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559

"ข้าราชการเต้าหู้"

สวัสดีวันสุดสัปดาห์ค่ะ..

   วันนี้เตรียมอาหารกลางวันมาเอง เพราะไม่ได้เข้าประชุม เลยไม่มีข้าวฟรีกินเหมือนทุกวันศุกร์ที่ผ่านมา เป็นผัดเต้าหู้ ซึ่งได้มาจากไปเดินตลาดนัดหน้าโรงพยาบาลพญาไทเมื่อวันพุธ ว่าจะทำตั้งแต่เมื่อวาน แต่ลืมไว้ในตู้เย็นที่ทำงาน เลยต้องล่วงเลยมาทำวันนี้ คิดอยู่ว่าจะทำอะไรกินดี ผัดกะเพราก็เบื่อ ผัดจืดๆใส่คึ่นช่าย หรือทำน้ำแดงทรงเครื่องราดหน้าก็เดิมๆ แล้วก้จืดชืดไปหน่อย ทอดจิ้มน้ำจิ้มก็จะกลายเป็นของว่างไปเสีย ไม่ใช่กับข้าว ก็เลยลองจิ้นดู (จิ้น เป็นภาษาที่วัยรุ่นใช้ในปัจจุบัน ย่อมาจาก imagine อ้ะค่ะ ) ว่าถ้าผัดกับพริกเหลืองใส่ใบโหระพาหอมๆจะดีมั้ย ไปดูตามเน็ตผู้เชี่ยวชาญการทำอาหารก้มีคลายๆ น่าจะพอไปได้ พอทำออกมา แม่เจ้า อร่อยดีนะคะ ไว้จะทำให้แม่กินด้วย น่าจะดีสำหรับผู้สูงอายุ..
   ก่อนจะไปลงมือทำกัน จิ๊บว่าในเมื่อบล็อคนี้มันเป็นที่ที่เราจะคุยกันได้ทุกเรื่อง ก็เลยอยากคุยเรื่องเต้าหู้ หลายคนเคยเห็นเคยกิน แต่หลายคนรวมทั้งจิ๊บไม่เคยทราบความเป็นมาของเต้าหู้แน่ๆ
  ตำราหนึ่งก็ว่า เชื่อกันว่า คนจีนอาจได้แบบอย่าง การทำเต้าหู้ มาจากการทำชีส ของชาวมองโกลทางเหนือ หรือคนอินเดียทางใต้ของจีน เพราะวิธีการทำเต้าหู้ ละม้ายคล้ายการทำชีส จากนมวัวหรือน้ำนมสัตว์อื่นๆ  เก่ากว่านั้นคือชาวเอเชียกลาง รู้วิธีการทำชีส มาหลายพันปีก่อนคริสตกาล เก่าสุดๆ มีการพบหลักฐาน ก้อนชีส ในหลุมผังศพอียิปต์โบราณ อายุกว่า 3,000 ปี..เก่ากว่านั้นจิ๊บก็ไม่รู้แล้วละค่ะ ...
  อีกตำนานหนึ่ง เค้าเล่ากันว่า...สมัยก่อนในประเทศจีนอันกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งย่อมต้องมีทั้งคนจน คนรวย ขุนนาง และชนชั้นต่างๆมากมาย การกินการอยู่ก็เป็นกันไปตามอัตภาพ คนรวยเศรษฐี คหบดี ขุนน้ำขุนนางก็กินหมูเห็ดเป็ดไก่ คนจนก็คงต้องกินผักกินพืชที่ปลูกกันได้เอง แม้จะต้องซื้อหามา สนนราคาก็คงไม่แพงเท่าหมูเห็ดเป็ดไก่เป็นแน่ แต่มีชายคนหนึ่ง แกรับราชการเป็นเพียงตำแหน่งเล็กๆ แต่มีความซื่อสัตย์ ไม่คดไม่โกง ไม่เก็บส่วยรีดนาทาเร้นชาวบ้านเพื่อส่งส่วยให้บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ รายได้แต่ละเดือนที่ได้รับก็น้อยเกินกว่าจะเพียงพอซื้อเนื้อสัตว์อันดีมากิน แกจึงคิดค้นการทำเต้าหู้จากถั่วเหลืองขึ้นมา เพื่อเป็นโปรตีนทดแทนเนื้อสัตว์ราคาแพง ปรากฏว่ากลายเป็นของดี มีประโยชน์ และแพร่หลายกันมาจนทุกวันนี้ และเนื่องด้วยคุณข้าราชการคนนี้ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต คนจีนจึงมักจึงเปรียบเทียบเรียกข้าราชการที่ใจซื่อมือสะอาด ซื่อสัตย์สุจริตว่า "ข้าราชการเต้าหู้"
   อีกอย่างหนึ่ง การที่เต้าหู้เป็นอาหารที่ดีมีประโยชน์ แต่ราคาถูกเป็นที่นิยมกินในหมู่คนที่มีรายได้น้อย เพื่อทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ก็เลยมีการเปรียบเทียบ นางงาม หรือสาวงามที่มีความสะสวย แต่มีฐานะยากจนว่า "สาวงามเต้าหู้" ว่าเข้าไปนั่น
  ยังงี้จิ๊บจะเลือกเป็นอะไรดีระหว่าง "ข้าราชการเต้าหู้" กับ "นางงามเต้าหู้" (...เอ้า...ฮาาา)
  ว่าแต่ผัดเต้าหู้ของจิ๊บวันนี้ไม่ใช่เต้าหู้ธรรมดาค่ะ แต่จิ๊บจะใช้เต้าหู้ปลามาผัด เต้าหู้ปลานี้ สมัยก่อนน่าจะยังไม่มี เพิ่งเคยเห็นเป็นนวัตกรรมอาหารมาไม่นานนี่เอง หรือมีมานาน แต่จิ๊บเพิ่งจะเคยเห็นเคยรู้จักมาไม่กี่ปีนี้ก็ไม่ทราบได้
   เต้าหู้ปลาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำเนื้อปลาบดมาผสมให้เข้ากันกับส่วนประกอบต่างๆ เช่น น้ำนมถั่วเหลือง แป้งถั่วเหลือง แป้งมันสำปะหลัง ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงแต่งรสและ เครื่องเทศเช่น เกลือ น้ำตาล พริกไทย อาจเติมส่วนประกอบอื่น เช่น แครอท สาหร่าย นวดให้เหนียวและทำให้เป็นรูปร่างตามต้องการ นำไปให้ความร้อนโดยการนึ่งหรือต้มจนสุก ทำให้เย็น แล้วอาจนำไปทอดพอเหลือง
   เป็นอันว่ารู้จักเต้าหู้ และเต้าหู้ปลากันดีแล้ว เรามาทำกับข้าวเมนูนี้กันเลยดีกว่านะคะ  เครื่องปรุงคือ เต้าหู้ปลาครึ่งกิโล น้ำมันพืช ซัก 2 ช้อนโต๊ะพอ พริกสดโขลกกับกระเทียมหยาบๆ ใช้พริกเหลืองเม็ดใหญ่ๆ 4-5 เม็ด พริกชี้ฟ้าสีเขียว สีแดง ซัก 3-4 เม็ด เพิ่มสีสัน ใบโหระพาสดๆกำนึง น้ำปลาดี น้ำตาลมะพร้าวช้อนชานึง เดี๋ยวนี้จิ๊บชอบใช้น้ำตาลมะพร้าวทำกับข้าว มันหอม แล้วก็หวานกลมกล่อม ไม่หวานแหลมอย่างน้ำตาลทราย อีกอย่างก็ดีกว่าน้ำตาลทรายตรงที่เราไม่ต้องกินสารฟอกขาวในกระบวนการผลิตน้ำตาลทราย นั่นเอง
   วิธีการก็แสนจะง่ายดาย ตั้งกะทะ น้ำมันร้อน เอาพริกที่โขลกไว้ลงไปผัด จนหอมดี ใส่เต้าหู้ที่ล้างสะอาดดีแล้วลงไปผัดคลุกเคล้า ถ้าคิดว่าชิ้นใหญ่ไปก็หั่นทอนลง หรือหั่นเฉลียงเป็นสามเหลี่ยมก็ได้นะคะ ใส่น้ำปลาดี น้ำตาล พอเข้ากัน เหยาะน้ำลงไป ผัดจนน้ำกับเครื่องปรุงเข้ากัน น้ำงวดลงเหลือขลุกขลิก ก็ใส่ใบโหระพา  แล้วก็ตักขึ้นใส่จาน รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อย อย่าบอกใครเชียวค่ะ
  นี่จิ๊บจะเก็บโต๊ะทำงานเตรียมตัวไปโคราชละ บ๊ายบายก่อนนะคะ เจอกันในเมนูต่อไปนะคะ สุขสันต์วันสุดสัปดาห์ทุกคนค่ะ....











วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559

คำด่าที่น่าฟัง.....





    คำด่าที่มีคุณค่าน่าฟังที่สุดในโลก.....

....จั่วหัวแบบนี้ งงละสิ..ฮ่าๆๆๆ   โดยปรกติแล้ว จิ๊บเชื่อว่าไม่มีใครที่อยากจะได้ยินคำด่าหรอกนะคะ....แต่จิ๊บอ้ะอยากได้ยิน และก็ช้อบชอบคำด่าของแม่ ของคุณยาย คุณตา คุณทวดๆๆ บรรพบุรุษของจิ๊บ เสียแต่เกิดไม่ทันท่านเหล่านั้นทั้งหมด ทันแค่ได้ฟังคำด่าของคุณยายโดยตรง กับฟังจากคำบอกเล่าของแม่กะคุณยายเท่านั้น ..เอ๊อ..แปลกคนมั้ยล่ะคะ ยัยจิ๊บบ๊องชอบถูกด่า อิอิ...เดี๋ยวๆๆๆ จิ๊บไม่ได้โรคจิต มาโซคิสต์ชอบถูกด่า หรือชอบความรุนแรงเจ็บปวดอะไรนะคะ แต่ว่าคำด่าของคุณยายจิ๊บนี่สุดยอด และน่าฟังที่สุดในสามโลก เพราะคุณยายด่าเป็นนิทานเลยค่ะ แล้วก็เป็นนิทานที่มีแง่มุมคำสอนที่เป็นประโยชน์ในชีวิตมากๆ ด้วย..มาๆ จิ๊บจะด่า เอ๊ย..จะเล่าให้ฟังค่ะ

...คำด่าชุดที่ ๑..."กระเทียมตื่นฝุ่น นุ่นตื่นลม ขนมตื่นน้ำยา เงินสี่บาทฝังใต้กระดานกี่"
   เป็นไงล่ะ มาทีเป็นชุด..อึ้งไปเลยใช่มั้ยคะ..คนถูกด่า ง้ง เป็นไก่ตาแตก ตื่นเช้ามาสามวันยังไม่หายงง..
   คืองี้ค่ะ เวลาที่ผู้ใหญ่ที่บ้านจิ๊บเค้าคุยกัน แล้วมีการพาดพิงถึงบุคคลที่สาม ไม่ใช่การนินทานะคะ แต่หากเป็นเรื่องดีๆคนดีๆ ผู้ใหญ่ก็จะหยิบยกมาให้เป็นตัวอย่าง ชี้ให้เราเห็นว่าทำแบบนี้ดี น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง แต่ถ้าเป็นความไม่ดี หรือความบกพร่อง ก็จะมีการสรุปว่าทำอย่างนี้ๆ ไม่ดีอย่างไร ทำไมถึงไม่ควรทำอย่างนี้..ไม่ใช่เป็นการกล่าวถึงเพื่อให้ร้าย หรือทับถมให้จมดินลงไปแต่อย่างใด ฉะนั้น การที่เราจะพูดถึงบุคคลที่สามต้องพูดด้วยความระมัดระวัง ด้วยเจตนาที่ดี ไม่บิดเบือนความจริง และไม่เป็นการให้ร้ายคนที่เรากล่าวถึง..เรื่องเงินสี่บาทฯ เป็นเรื่องการพูดถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี โดยเฉพาะประเภทคนลืมตัว หลายท่านคงเคยได้ยินคำว่า "คนลืมตัว วัวลืมตีน" แต่คุณยายจิ๊บไม่ใช้คำนั้น และจิ๊บก็ชื่นชมคุณยายมากที่ท่านมีคำอื่นที่จะใช้กับคนประเภทนี้ได้ดีแบบไม่ต้องรุนแรง และไม่ฟังดูหยาบคาย คุณยายมักจะพูดถึงคนประเภทนี้ว่า "คนพวกนี้คือ พวกกระเทียมตื่นฝุ่น นุ่นตื่นลม ขนมตื่นน้ำยา พอแสงเงินแสงทองจับเข้าหน่อยก็ชูคอเป็นกิ้งก่า เข้าตำรา เงินสี่บาทฝังใต้กระดานกี่แท้ๆ "  วลีแรกๆ ก็ยังพอคาดเดาความหมายได้  แต่วลีเด็ดอันสุดท้ายเนี่ยสิ..พูดภาษาอย่างวัยรุ่นสมัยนี้ก็ว่า "มันคืออัลไล" ครั้นถูกถามว่า เงินสี่บาทอะไรเนี่ย มันหมายความว่าอย่างไร ก็ได้รับคำตอบเป็นนิทานหนึ่งเรื่องกันเลยทีเดียวค่ะ..เรื่องก็มีอยู่ว่า....
    กาลครั้งหนึ่งมีคหบดีเศรษฐีคนหนึ่ง มีบ้านอัครฐานใหญ่โต ทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาลเหลือจะคณานัป และมีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนหนึ่งอยู่ในวัยหนุ่ม แต่ยังไม่มีคู่ตุนาหงันเสียที อีกอย่างท่านพ่อท่านแม่ของชายหนุ่มก็ต้องการจะได้สะใภ้ที่ดีพร้อม สามารถดูแลครอบครัวและทรัพย์สมบัติอภิมาหาศาลของแกได้ ทันใดนั้นภรรยาท่านเศรษฐี สอดส่ายสายตามองมามองไป ก็เหลือบไปเห็นสาวน้อยหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง นางก็มิใช่ใครอื่น เป็นลูกสาวของพ่อบ้านข้าเก่าเต่าเลี้ยงในบ้านนี่เอง พิศดูหน้าตาก็จิ้มลิ้มพริ้มเพรา ผิวพรรณรึ ก็นวลเนียนเพราะทำหน้าที่ทอผ้า เย็บปักถักร้อย และทำครัวในเรือนมิได้ออกไปตากแดด แบกหามตำข้าวกลางแจ้งเหมือนบ่าวไพร่คนอื่นๆ คำพูดคำจาสุภาพเรียบร้อย กิริยามารยาทก็ไม่เลว ชดช้อยน่ารักทีเดียว แหม..ถ้าได้แม่สาวน้อยคนนี้มาเป็นลูกสะใภ้คงเหมาะเหม็งดีเหมือนกันนะ..ว่าแล้วคุณนายแม่ก็เสนอเรื่องต่อท่านเศรษฐีทันที ...
   แต่ช้าก่อน..อย่าคิดว่าจะแปลงกายเป็นนางซินกันได้ง่ายๆ มันต้องมีการเทสต์ก่อนนะยะ...ว่าแล้วก็เรียกนางมาเข้าคอร์สทดสอบกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง ด้วยการเรียกให้แม่สาวน้อยเข้ามานั่่งทอผ้าที่ใต้ถุนเรือนใหญ่ของท่านเศรษฐีทุกวันนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป...แต่..อนิจจา ...แม่สาวน้อยร้อยชั่งหารู้ไม่ว่า...อู๊ยยย ตื่นเต้นๆ   ท่านผู้อ่านตื่นเต้นไหม ?  ห๊า ไม่เหรอ..แล้วกัน ..ฮ่าๆๆๆ อ้ะ เล่าต่อๆ  
  คุณนายแม่ได้ทำพิธีเล็กน้อย โดยเอาเงินหนึ่งตำลึงทอง (เท่ากับ ๔ บาท) ซึ่งสมัยก่อนมีค่ามากนะคะ เอาไปฝังไว้ใต้กี่ทอผ้าที่จะให้แม่สาวน้อยว่าที่ลูกสะใภ้นั่งทอผ้า ดูซิว่าจะเกิดอะไรขึ้น......

กี่ทอผ้า



       ปรากฏว่า...พอแม่นางน้อยเข้านั่งทอผ้าปุ๊บ....รัศมีเงิน ๑ ตำลึงทองก็แผ่อำนาจเหนือนางขึ้นมาทันที จากที่เคยสงบเสงี่ยมเจียมตัว พูดจาไพเราะอ่อนหวาน อ่อนน้อมถ่อมตนเจียมเนื้อเจียมตัว..กลายเป็นว่า พูดจาโอหัง ใครเดินผ่านมาทักทายนางก็วางอำนาจบาทใหญ่คุยโว หยาบหยาม ยิ่งไปกว่านั้น ไก่เป็ดเดินผ่านมาหาจิกข้าวเปลือกข้าวสารกิน นางเห็นนางก็ด่าทอ หมูหมาเดินผ่านหน้านางด่าเช็ดไม่เว้น เป็นอย่างนั้นทุกวัน เห็นดังนั้น ท่านเศรษฐี และภริยาก็คาดการณ์ว่า ต่อไปในภายภาคหน้า หากนางได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นมาอยู่ในที่สะใภ้เศรษฐีมีทรัพย์มากมายในครอบครองนางคงจะหลงใหลในลาภยศเงินทองเป็นแน่แท้ เป็นอันว่านางคนนี้เทสต์ไม่ผ่าน ต้องซมซานกลับไปเป็นไพร่ตามเดิม...นี่ละค่ะอำนาจเงิน ทำให้นางกลายเป็น "แม่เงินสี่บาทฝังใต้กระดานกี่" ไปในที่สุด

...คำด่าคุณยายชุดที่สอง.."ทำตัวเป็นหนอน"






   
   ไม่เกี่ยวกับภาพประกอบหนอนไม้ไผ่นะคะ จิ๊บเกรงว่าถ้าเอาภาพประกอบสมจริงโพสต์นี้ของจิ๊บคงไม่น่าพิศวาสเป็นแน่  เปลี่ยนเป็นภาพหนอนไม้ไผ่คั่วเกลือหอมๆ ค่อยดีหน่อย งั้น ..มาฟังนิทานเรื่องหนอนของคุณตาคุณยายกันเลยค่ะ...อันนี้ก็ฟังคล้ายจะด่า แต่มันยังไงกันล่ะ..
   วันหนึ่งคุณลุงทองสุขมากราบเยี่ยมตอนที่คุณยายไม่สบาย ซึ่งนับเนื่องแล้วคุณลุงสุขก็เป็นพี่ชายของแม่เพราะเป็นลูกคุณยายเขียวน้องสาวของคุณยายนั่นเอง หลังจากถามสารทุกข์สุกดิบแล้วคุยกันไปกันมาก็ได้เรื่อง คือได้เรื่องจริงๆนะคะ ได้นิทานคติสอนใจอีกเรื่องหนึ่งเลย..
   อันว่าคุณลุงสุขนี้ ท่านเป็นคนใจดีมากๆ โดยเฉพาะเวลาเมาเหล้า...
   จิ๊บจำได้ว่าตอนเด็กๆ จิ๊บกลัวคนเมามาก ทั้งกลัวทั้งเกลียด ไม่อยากเห็น เป็นต้นว่า "ยายแต้ม" อดีตคุณนายปลัดอำเภอคนหนึ่ง ยายแต้มแกกินเหล้าเมาทุกวัน บ้านแกอยู่หลังบ้านพักนายอำเภอ ตกเย็นแกก็จะเดินออกไปซื้อเหล้าดื่มจนเมาหนำใจแล้วก็เดินกลับบ้าน ผ่านสนามหน้าที่ว่าการอำเภอซึ่งเป็นลานสำหรับพวกเราเด็กๆ วิ่งเล่นกันหลังกลับจากโรงเรียน พอยายแต้มเดินผ่านมา พวกพี่ๆที่โตๆ ก็จะตะโกนว่า "ยายแต้มมาแล้ว" พวกเรารุ่นเล็กก็วิ่งหนีกันหัวซุกหัวซุน ทั้งที่ยายแต้มแกไม่ได้จะทำร้ายเราหรอก แกแค่เมา แล้วก็พูดพล่ามเพ้อเจ้อไปตลอดทางเท่านั้น แต่พอถูกพวกเด็กๆล้อเข้ามากๆ แกก็เลยอดไม่ไหวด่าเข้าให้มั่ง อีกอย่างรูปลักษณ์ของยายแต้มก็ค่อนข้างน่ากลัวสำหรับเด็กจินตนาการสูงอย่างจิ๊บ ซึ่งคิดเอาเองว่า ยายแต้มนี้แกช่างเหมือนแม่มดเสียจริง เพราะว่าผมยาวหงอกขาวทั้งหัวที่มุ่นมวยไว้หลุดรุ่ยปรกหน้าปรกตา หน้าตาตัวขาวซีด เวลาเมาหน้าก็แดงตาก็แดงเถือก แถมยังโตถลนเสียนี่กระไร แต่แม่เล่าว่า สมัยก่อนที่จะมาแต่งงานกับคุณตาปลัด ยายแต้มเป็นนางงามมาก่อน หน้าตาแกสวยมาก ตาคมโต จมูกโด่งผิวขาว รูปร่างสูงโปร่ง เป็นคุณนายปลัดที่สวยมาก แต่ยายแต้มไม่ใช่ภรรยาเอกเพราะคุณตาปลัดไปแต่งมาหลังจากภรรยาคนแรกเสียชีวิตไป แต่ความหลงในรูปร่างอันงามของตัวเองและตำแหน่งคุณนายที่มีเกียรติมีหน้ามีตา ทำให้ยายแต้มตกเป็นทาสของกิเลสตัณหาอยู่ในวังวนของความสุขสบายและอบายมุข วันๆ ยายแต้มไม่ทำอะไร นอกจากแต่งตัวสวย เล่นไพ่ งานบ้านไม่หยิบจับและทำไม่เป็น คุณสมบัติดีอันเดียวที่ยายแต้มมีคือความสวย หลังจากคุณตาปลัดเสียชีวิต ยายแต้มก็หันมาดื่มเหล้าเสริมให้ชีวิตตกต่ำลงไปอีก และกลายเป็นยายแก่ขี้เมา ตัวเหม็นแต่เหล้า เป็นยายแม่มดที่น่าหวาดกลัวในสายตาจิ๊บและเด็กๆ คนออื่น  เห็นเมื่อไหร่ก็หวาดกลัวทั้งขยะแขยงพากันวิ่งหนี บางคนก็ล้อเลี่ยนเป็นที่น่าสมเพท..
   กลับมาที่คุณลุงสุขของจิ๊บ นี่ก็เมาเหล้าเหมือนกัน.. จิ๊บก็กลัวแต่ในที่สุดคุณลุงสุขก็คิดค้นวิธีทำให้จิ๊บหายกลัวคุณลุงได้..จุดอ่อนของจิ๊บคือ...ความงกกับความขี้เหนียวค่ะท่านผู้อ่าน..ฮ่าๆๆๆ  คุณลุงสุขเอาเงินมาล่อ อ๊ะๆๆๆ ไม่ค่ะ ไม่ใช่จะหลอกจิ๊บได้ง่ายๆนะยะ..ต้องซับซ้อนนิดหน่อย ..
   คุณลุงซื้อกระปุกออมสินรูปแมวมาเป็นตัวช่วย หลังจากสวัสดีแล้วจิ๊บเตรียมจะวิ่งหนี คุณลุงก็เรียกว่ามาหาลุงก่อน ลุงมีอะไรจะให้ดู...แล้วคุณลุงก็เอาเหรียญหย่อนกระปุกแมว หย่อนปุ๊บก็แกล้งทำเสียงเมี๊ยว.. แล้วก็หย่อนอีก แล้วก็ทำเสียงแมวทั้งแมวตัวผู้แมวตัวเมีย แมวนานาชนิดที่เสียงแตกต่างกัน แล้วให้จิ๊บลองหยอดกระปุกบ้าง แค่นี้แหละจิ๊บก็สนุกใหญ่ หายกลัวคุณลุงสุขแถมได้เงินเป็นกอบเป็นกำกันทีเดียว ...นี่ละค่ะความใจดีของคุณลุงสุขทำให้จิ๊บสนุก หายหวาดกลัว แต่คุณยาย คุณตาเทียบ น้องชายคุณยาย และคุณยายคนอื่นๆ ไม่สนุกกับความ "ขี้เมา" ของคุณลุงสุข เอาเสียเลย ทุกคนพร่ำบอกให้คุณลุงสุขเลิกดื่มเหล้า ใช้ทั้งไม้แข็งไม้นวมแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนอกอ่อนใจไปตามๆกัน ในที่สุดทุกคนก็ลงความเห็นว่าคุณลุงสุขนี่ "ทำตัวเป็นหนอน"..
คุณลุงสุขถึงกับอึ้ง ไม่ได้จุก ไม่ได้เจ็บหรอกค่ะ แต่แก งง...
   คุณตาเทียบเลยเล่านิทานเรื่องหนอนให้ฟังว่า.....
   กาลครั้้งหนึ่งนานมา(อีก) แล้ว..มีชายหนุ่ม ๒ คนเป็นเเพื่อนรักกันมาก ด้วยผลบุญและผลกรรมเมื่อตายไป ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ปฏิบัติแต่ความดีก็ไปเกิดเป็นเทวดา ส่วนชายหนุ่มอีกคนในชีวิตทำแต่สิ่งไม่ดีจนตายไปต้องไปเกิดเป็นหนอนอยู่ใต้ฐาน (แปลว่าส้วม) วันหนึ่งเทวดาองค์นั้นเล็งเห็นด้วยตาทิพย์ว่าเพื่อนรักตอนนี้ไปเกิดเป็นหนอนอยู่ใต้ฐาน ซึ่งเป็นที่สกปรก ชื้นแฉะ มีความทุกขเวทนาเป็นอันมาก ก็นึกสงสารอยากจะช่วยเพื่อนให้พ้นความทุกข์ จึงเหาะลงมาจากสวรรค์ จับหนอนเพื่อรักไปชำระล้างเนื้อตัวจนสะอาด แล้วชะโลมเครื่องหอม พาไปนอนบนพานทองปูด้วยกำมะหยี่ที่แสนจะนุ่มนิ่ม แต่ อนิจจา..เพื่อนหนอนกลับนอนหายใจรวยริน กำลังจะหมดลมหายใจ เพื่อนเทวดาประหลาดใจมาก จึงถามเพื่อนหนอนว่า "เจ้าเป็นอะไรไปเพื่อนรัก เราอุตส่าห์ช่วยเพื่อนขึ้นมาอยู่บนพานทองแสนสบายนี้ ทำไมเพื่อนจึงดูมีความทุกข์ทรมานเหมือนจะขาดใจตายเช่นนี้"
...เพื่อนหนอนตอบว่า..."เพื่อนเอ๋ยเราขอบคุณน้ำใจของเพื่อนนัก ชาติหน้าขอให้เราได้มีโอกาสตอบแทนน้ำใจเพื่อนบ้าง ชาตินี้เราคงต้องขอลาเพื่อนไปแล้ว.."
เทวดาจึงว่า "ถ้าเช่นนั้นเราจะใช้อิทธิฤทธิ์เนรมิตให้เจ้าไม่ต้องตาย .."
เพื่อนหนอนตอบว่า "ขอบใจมากเพื่อนรัก เราเป็นหนอนมีชีวิตอยู่ใต้ฐานที่สกปรกและชื้นแฉะมีความสุขในสภาพนี้ ผิดกับการที่ต้องมานอนในที่สะอาด และหอมกรุ่นนี้ ตัวเราแห้งผากเช่นนี้เรารู้สึกทรมาน และต้องการอยู่น้ำครำมากกว่า หากจะให้เราอยู่อย่างนี้เราคงต้องตายแน่นอน เพื่อนช่วยเอาเราไปปล่อยไว้ที่ฐานเหมือนเดิมเถิดนะ...." เอวัง...ก็กลับไปที่เก่าจนได้..
...นี่ละค่ะ ที่คุณยายคุณตาทุกคนบอกว่าคุณลุงทองสุข .."ทำตัวเป็นหนอน...."
...แต่ว่าหากจะเป็นหนอนก้เป็นหนอนไม้ไผ่ดีกว่า กิโลตั้งเป็นพันแน่ะ...


วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

น้ำพริกลงเรือ


......น้ำพริกลงเรือวังปารุสกวัน....



สวัสดีวันฝนพรำค่ะ ....
...วันนี้ฝนตกแต่เช้าเจ็ดโมงตามเวลาคนออกไปทำงานเหมือนกับว่า ก็ได้เวลาพระพิรุณเทวดาท่านปฏิบัติหน้าที่เหมือนกัน แต่ท่านเริ่มทำงานเช้ากว่านะ เพราะเราเพิ่งออกจากบ้าน..อย่างไรก็ตาม คุณของฝนก็มากมายมหาศาลมิควรที่เราจะบ่นว่า จริงมั้ยคะ..
   มาเข้าเรื่องกันดีกว่าค่ะ วันนี้จิ๊บมีอาหารจานโปรดมาฝาก อ๊ะ ! ไม่สิ ต้องเรียกว่า "ถ้วยโปรด" ถึงจะถูก เห็นหน้าตาแล้วคงจะพอนึกออกนะคะ...ใช่ค่ะ..จิ๊บเอาน้ำพริกลงเรือมาฝาก ภาพที่เห็นคือฝีมือจิ๊บนะคะ ถึงผักจิ้มน้ำพริกจะไม่ได้แกะสลักประณีตบรรจง แต่ก็จัดพอไม่ให้ดู "อิเหละเขละขระ" จนเกินไป...
   ทานน้ำพริกลงเรือมาก็หลายที่ หลายเจ้า ไม่ถูกปากซักที ..ทำเองดีกว่า... เพราะวิธีการไม่ยากเลย จะยากก็ตรงรสชาดนี่ละค่ะว่าจะปรุงยังไงให้อร่อยเด็ด...
   ที่จริงน้ำพริกเป็นตำรับของวังสุนันทา ไม่เกี่ยวกะวังปารุสก์หรอกนะคะ คนที่เกี่ยวกับวังปารุสก์คือจิ๊บเอง (ที่มีบุญพาวาสนาส่งให้ได้เข้ามานั่งทำงานในรั้ววังปารุสก์เท่านั้นเองค่ะ ..)  ก่อนลงมือทำ อยากเล่าประวัติความเป็นมาซักนิด.. แม้ว่าหลายท่านคงจะเคยได้ยินได้ฟัง หรือได้อ่านมาแล้ว อย่าคิดว่าจิ๊บเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนเลยนะคะ แต่คิดว่าเด็กๆ ลูกหลานรุ่นใหม่ๆ อาจจะยังไม่ทราบ ถือว่ารับเป็นสาระความรู้ ไประหว่างรับประทานน้ำพริกไปละกันค่ะ จิ๊บคัดลอกมาจากวารสารของราชภัฏสวนสุนันทา (1) ซึ่งเป็นที่ตั้งวังสุนันทา ต้นที่มาของน้ำพริกถ้วยนี้นั่นเอง..

.....................'ห้องเครื่อง' (ครัว) ซึ่งเป็นต้นตำรับอาหารชาววังก็คือตำหนักของพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา พระอัครชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เนื่องจากทรงควบคุมห้องเครื่องต้น คอยดูแลพระกระยาหารถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง (รัชกาลที่ ๕) โดยมีหม่อมเจ้าหญิงสะบาย นิลรัตน์ ท่านย่าของหม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์ เป็นหัวหน้าห้องเครื่อง




นิจ เหลี่ยมอุไร ซึ่งเป็นหลานย่าของ ม.ล. เนื่อง นิลรัตน์ เปิดเผย 'กำแพงแดง' ถึงผู้คิดค้นสูตรน้ำพริกลงเรือ คือหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ พระนัดดาในพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ฯ ขณะประจำห้องเครื่องในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล วิมลประภาวดี กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามาลินีนพดารา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานพดล

วังสุนันทาในอดีต ร่มรื่นด้วยพรรณไม้หลากหลายและลำคลอง ซึ่งนิจ เหลี่ยมอุไร ถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้รับจากคำบอกเล่าของ ม.ล. เนื่อง นิลรัตน์ ผู้เป็นย่า ถึงที่มาของสูตรน้ำพริกลงเรือว่า วันหนึ่ง พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ฯ มีพระประสงค์จะเสวยอาหารในเรือ จึงรับสั่งกับ ม.ร.ว. สลับ ลดาวัลย์ ให้ไปดูในครัวว่ามีอะไรบ้าง
เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์

ม.ร.ว. สดับ ลดาวัลย์ เมื่อเดินเข้าไปสำรวจอาหารในห้องเครื่อง ก็พบว่าเหลือเพียงปลาดุกทอดฟูและน้ำพริกตำไว้เท่านั้น จึงนำน้ำพริกกับปลามาผัดรวมกัน เติมหมูหวานลงไปเล็กน้อย ตามด้วยไข่เค็ม ทิ้งไข่ขาว ใช้เฉพาะไข่แดงดิบ วางเรียงรายลงไป แล้วจัดเครื่องเคียง อาทิ ผักต้ม ผักสด ถวายเป็นอาหารมื้อเย็นบนเรือ ซึ่งทั้งพระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ฯ และกรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี ทรงโปรดน้ำพริกถ้วยนี้มาก
น้ำพริกสูตรใหม่ที่เจ้านายเสวยในเรือ จึงเป็นต้นตำรับของ 'น้ำพริกลงเรือ' ที่พบเห็นและสืบทอดกันจวบปัจจุบันนานกว่าร้อยปี
นิจ เหลี่ยมอุไร หนึ่งในผู้สืบทอดน้ำพริกลงเรือตำรับ 'วังสุนันทา' เล่าถึงเคล็ดอร่อยของน้ำพริกสูตรนี้ว่า อยู่ที่การปรุงให้มีรสเปรี้ยว รสเค็ม และรสหวาน อย่างกลมกลืน โดยไม่ปล่อยให้รสชาติใดรสชาติหนึ่ง 'นำโดด' กว่ารสอื่นเป็นอันขาด "อาหารชาววัง ไม่ได้เป็นอย่างที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่ามักจะใช้รสหวานนำเสมอเพราะหากเป็นอาหารต้นตำรับชาววังแท้ ๆ แล้ว จะต้องมีรสชาติกลมกล่อมครบทุกรสเท่านั้น"

    นี่ละค่ะที่มา...คราวนี้ก็มาทำกันเลย ซึ่งเครื่องปรุงก็คือเครื่องปรุงน้ำพริกกะปิเลยค่ะ





กะปิห่อใบตองปิ้งไฟให้สุกหอม
กุ้งแห้งอย่างดีจะได้ไม่เค็ม
กระเทียม คุณยายกะแม่จิ๊บชอบเอาไปเผาก่อนเพื่อไม่ให้กลิ่นกระทียมฉุนเกินไป
พริกขี้หนูสด มะอึกปอกเปลือกแล้วซอยเปลืกให้ละเอียดเนื้อเอาไว้ใส่โขลกผสมในน้ำพริก มะนาว
น้ำตาลปิ๊บ น้ำปลาดี ต้องน้ำปลาดีนะคะกลิ่นน้ำปลาจะไม่เหม็นแรง
ปลาดุกฟู จะทอดเองหรือซื้อที่เค้าทอดสำเร็จก็ได้ ไข่เค็ม ไข่แดง และไข่ขาวก็เอาไว้นิดหน่อยเพื่อเพิ่มสีสัน ไม่ต้องเอาหมดนะคะมันเค็ม หั่นเป็นลูกเต๋าเล็กๆ ให้ได้เหลี่ยมคม เพื่อความสวยงาม
หมูสามชั้นติดเนื้อหนาหน่อย หั่นแล้วได้ซักถ้วยเต็มๆ หรือมากกว่านั้นก็ได้ค่ะ ถ้าชอบ
เริ่มตำน้ำพริก โดยโขลกกุ้งแห้ง พริก และกระเทียมให้ละเอียดเข้ากันดี จิ๊บไม่ได้นับว่าพริกซักกี่เม็ด กะเอาค่ะ ถ้าคนทำกับข้าวบ่อยๆก็จะคุ้นชินว่ากี่เม็ดจะเผ็ดแค่ไหน ถือว่าจิ๊บชำนาญการแล้วไม่นับละ โกยใส่ไปซักกำมือน้อยๆ พออ้อ โขลกพริกถ้าหยาบๆก็ไม่ค่อยเผ็ด ถ้าโขลกละเอียดมันก็จะเผ็ดขึ้นค่ะ แล้วแต่ชอบขนาดไหน จิ๊บเอาพอดีเพื่อความสวยงามด้วย ได้ที่ดีแล้วใส่ใส้มะอึกโขลกต่อให้แหลก ใส่น้ำตาลปิ๊บ กะปิ โขลกเบาๆให้เข้ากัน เติมมะนาว น้ำปลา ชิมให้ได้สามรสเท่าๆกัน เค็ม เปรี้ยว หวาน ตักขึ้นพักไว้
...ตั้งกะทะรวนหมูสามชั้น จนน้ำคาวแห้งระเหยออกหมด แม่ย้ำนักหนาว่าจะผัดจะแกงอะไรก็ตามให้รวนเนื้อสัตว์จนน้ำคาวระเหยออกให้หมด นี่ก็ต้องให้น้ำคาวในหมูระเหยหมดนะจะได้ไม่เหม็น ถ้าไม่งั้น ผัดให้ตายก็ยังมีกลิ่นหมูแบบเหม็นเบื่อ พอน้ำมันเริ่มออก เหลืองนิดหน่อยใส่น้ำตาลปิ๊บ เกลือ หรือน้ำปลา แต่จิ๊บว่าเกลือดีกว่า ถ้าน้ำปลาก็จะมีกลิ่นคาวน้ำปลา ลดไฟลงเดวน้ำตาลไหม้มันจะขม เคียวจนน้ำตลาลละลายและเป็นสีน้ำตาลสวย เติมน้ำนิดหนึ่ง พอน้ำแห้งขลุกขลิก ให้ได้รสชาดหวานเค็มพอดีๆ ตักออกส่วนหนึ่งไว้ เหลือบางส่วนไว้ในกะทะเติมน้ำมันพืช จิ๊บใช้น้ำมันมะกอกเพราะคิดว่าดีกว่าน้ำมันพืชทั่วไป ..เอาน้ำพริกลงไปผัด ใส่ปลาดุกฟูลงไปซักครึ่งถ้วย ถ้าแห้งไปเติมน้ำนิดหน่อยได้อย่าเยอะนะคะ พอเข้ากันดีก็เป็นอันใช้ได้ ตักใส่ถ้วย โรยปลาดุกฟูที่เหลือ กับไข่เค็ม และพริกขี้หนูเม็ดเล็กเพื่อให้มีสีสันสวยงาม ทานกับผักสดตามที่ชอบ ขมิ้นขาวก็เข้ากั๊นเข้ากัน..
  
  ขั้นตอนสุดท้าย....เก๊าะไปทานกันเล้ยยยย.....ง่ำๆๆๆ

    




อ้างอิง (1)   http://www.sunandhanews.com/2011-10-14-04-42-59/306-2011-10-14-04-28-22/1682-2012-03-01-13-17-25.html

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แด่..แพท..ลูกสาวที่รักตัวแรกของแม่...



หายหัว เอ๊ย..หายหน้าหายตาไปนาน เนื่องจากภารกิจมากมายทั้งที่ค้าง และมาใหม่..แต่มาช้าดีกว่าไม่มานะคะ หลายคนอาจคิดว่ายัยเจ้าของบล็อคนี่หายไปไหนนะ เป็นนานสองนาน ยังมีชีวิตอยู่ป้ะเนี่ย...ยังอยู่สู้ชดใช้หนี้กรรมไปอีกนานค่ะ ที่หมดเวรกรรไปแล้วคือ "แพท"

และนั่นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ต้องห่างเหินไปนาน ยุ่งด้วย เศร้าด้วย...แพทหมดอายุขัยที่ 12 ปีเต็ม สาเหตุก็มาจากเรามนุษย์นี่เองละค่ะ รักเค้าเลี้ยงเค้าโดยขาดความรู้ รู้แต่ว่ารัก.. อยากให้เค้ากินอิ่มอร่อย นอนหลับ แต่สิ่งที่เราๆ และหมาๆ ชอบกินบางอย่าง เช่นตับไก่ หรือ เครื่องในไก่ หรือแทบทุกอย่างถ้ามากไปมันก็ไม่ดีทั้งนั้น มัชฌิมาปฏิปทา ความพอดีเป็นกลางๆ ใช้ได้กับเวไนยสัตว์ทุกผู้ทุกผู้ทุกนามในโลกนี้



แพทตายด้วยโรคชรา และโรคตับ ..ก่อนที่เค้าจะจากไปประมาณสองอาทิตย์ แพทมีอาการเหมือนคนแก่อ้วนๆ ไม่อยากขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว เราก็เข้าใจว่าเค้าแก่แล้ว คงไม่อยากขยับตัวไปไหน ซึ่งเมื่อก่อนเค้าไม่เป็นอย่างนี้ คุณยาย หรือจิ๊บ หรือลุงเล็ก หรือคนอื่นๆในบ้าน จะเดินไปไหน ทำอะไร แพทต้องเดินนำหน้าสำรวจ และกรุยทางให้เสมอเหมือนมีบอดี้การ์ดตัวอ้วนๆคอยคุ้มกัน แต่บัดนี้แพทนอนนิ่ง ไม่ไหวติง ได้แต่กลอกลูกตาไปมา ไม่ค่อยกินอาหาร ข้าวคลุกตับย่างของโปรด ก็ไม่สามารถทำให้แพทกลับมากระฉับกระเฉงได้..ลุงเล็กพาไปหาหมอปรากฏว่า มีไข้ และได้เจาะเลือดเพื่อไปตรวจ แพทกลับมาบ้านก็ยังซึม ไม่กินอาหารไม่กินน้ำ ตกกลางคืนเค้านอนไม่ได้ คุณยายบอกว่า แพทนั่งชูคออยู่ทั้งคืน จนต้องโทรบอกจิ๊บว่าสงสัยแพทจะไม่ไหวแล้ว จิ๊บลางานและรีบกลับไปหาแพท

แพทนอนนิ่งอยู่ที่ผ้าปูนอนบริเวณเทอเรซ เค้าหันหน้าเข้าประตู ทั้งที่รู้ว่าจิ๊บมา เค้าดีใจมากแต่ขยับตัวไม่ได้หันคอไม่ได้แล้ว ได้แต่กระดิกหาง จิ๊บน้ำตาร่วงด้วยความรักและสงสาร เลี้ยงเค้ามาตั้งแต่ตัวเท่าฝ่ามือ....จิ๊บทรุดตัวลง ลูบหัว หอมหัว และกอดเค้า เหมือนเค้าจะหิวน้ำ จิ๊บก็เอาน้ำใส่จานมาเพื่อเค้าจะเลียได้ แต่ อนิจจา แพททำไม่ได้แม้แต่จะเลียน้ำในจานตื้นๆ จิ๊บวักน้ำใส่มือเอาไปรองที่ปากแพทก็ยังกินไม่ได้ จิ๊บก็เลยใช้หลอดค่อยๆป้อน ทีละนิด แพทมองหน้าจิ๊บตาแป๋ว...ลูกเอ๊ย แม่ใจจะขาด..

แล้วจิ๊บก็โทรหาหมอถามผลเลือด และบอกว่าเค้าลุกไม่ได้ อยากให้ได้น้ำเกลือ หมอก็มาทันที่พร้อมผลเลือดที่บอกว่า ค่าตับ ค่าไตสูง และค่าเลือดต่ำมาก จนเข้าขีดโคม่า ..พร้อมผลเอกซเรย์ต่อมาว่ามดลูกมีอาการอักเสบพอประมาณ และว่าหมอจะผ่าตัดมดลูกออก..คุณพระคุณเจ้า..เป็นกรรมของสัตว์โลก เราก็ไม่มีความรู้ และไม่เฉลียวใจว่า ทำไมหมอคิดว่าการผ่าตัดในขณะนี้จำเป็นกว่าการรักษาอาการตับของแพท ทำไมไม่รอให้ค่าตับดีขึ้นก่อน แล้วค่อยผ่าตัด...

ในที่สุดหมอก็ผ่าตัดมดลูกแพทออก ผ่านไปหนึ่งวันที่แสนจะเชื่องช้า..แพทฟื้นจากยาสลบแล้ว แต่..อาการไม่ดีขึ้นเลย จิ๊บตัดสินให้แพทอยู่ที่คลีนิคจนกว่าจะแข็งแรง ระหว่างนี้จะลาพักร้อนอาทิตย์หนึ่งเพื่อไปหาเค้าวันละหลายๆหนทุกวัน ไม่ให้เค้ารู้สึกว่าถูกทิ้ง..

วันสุดท้าย ...จิ๊บไปหาเค้า ปลอบใจ ให้กำลังใจนั่งอยู่ด้วยตั้งแต่บ่ายจนหกโมงเย็น แพทอ่อนแรงลงทุกที จิ๊บพยายามอุ้มเค้ากอดไว้ แต่ค่ำแล้วต้องไปตลาดซื้อกับข้าว ทานข้าวเสร็จจะกลับมาหาเค้าก่อนนอน...จิ๊บขับรถคล้อยหลังมาไม่ถึงนาที หมอโทรมาบอกว่าแพทหัวใจวายกำลังปั๊มหัวใจอยู่..จิ๊บกลับรถกลับไปหาแพท แต่ไม่ทันแล้ว แพทจากจิ๊บไปแล้ว จิีบร้องไห้หนักมาก สะอึกสะอื้น แม่โทรมาถามอาการจิ๊บตอบไปทั้งน้ำตานองหน้าว่าแพทตายแล้ว..แพทตายแล้วแม่.. หมอและผู้ช่วยก็ร้องไห้ มากอดจิ๊บปลอบใจจิ๊บ แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนความจริงได้ว่า แพทตายแล้ว..

แต่กระนั้นก็ยังดีที่แพทจากไปท่ามกลางความรักความเอ็นดูของทุกคนที่เป็นแม่ เป็นยาย เป็นลุง เป็นป้า เป็นญาติที่รักแพทด้วยความบริสุทธิ์ ..จิ๊บฝังแพทไว้หน้าบ้านของเรา แม้จะศึกษาธรรมะมาและควรรู้ว่าร่างของแพทเป็นเพียงสังขาร เป็นธาตุ4 ที่ต้องคืนให้แก่โลก แต่จิ๊บก็ทำใจไม่ได้ ยังคิดว่าอยากให้เค้าอยู่ใกล้ๆ แม้ว่าจะเป็นเพียงธาตุสังขารที่จะสลายละลายไปกับดินก็ตาม...

แพทเกิดมาพร้อมนำความรักความเอ็นดูมาสู่ใจครอบครัวเราและจบลงด้วยความพลัดพราก...แน่นอนสักวันหนึ่งเมื่อถึงเวลาของเรา เราก็จะจากไปเหมือนที่แพทจากพวกเราไป..

แต่ตอนนี้จิ๊บกลับมาที่นี่แล้ว มาเพื่อบันทึกบอกเล่าเรื่องราวที่เป็นความรัก ความรู้สึก หวามรู้ และความหวังดีแก่ทุกคนอีกครั้ง...ต้อนรับจิ๊บกลับมาด้วยนะคะ..

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พระอุรุเวลกัสสปเถระ เอตทัคคะในทางผู้มีบริวารมาก



พระอุรุเวลกัสสปเถระ เกิดในตระกูลพราหมณ์กัสสปโคตร มีน้องชาย ๒ คน ชื่อ
กัสสปะ เหมือนกัน เมื่อเจริญวัยขึ้นมา ได้ศึกษาจบไตรเพท คือ พระเวท ๓ อย่าง ซึ่งเป็นคัมภีร์
ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของพราหมณ์ ได้แก่
๑. ฤคเวท (อรุพเพท) ประมวลบทสวดสรรเสริญเทพเจ้า
๒. ยชุรเวท (ยชุพเพท) บทสวดอ้อนวอนในพิธีบูชายัญต่าง ๆ
๓. สามเวท ประมวลบทเพลงขับสำหรับสวดหรือร้องเป็นทำนองในพิธีบูชายัญ
ต่อมาได้เพิ่มอถรรพเวท หรืออาถรรพเวท อันว่าด้วยคาถาอาคมทางไสยศาสตร์เข้ามาอีก
จึงเป็น ๔ เรียกว่า จตุเพทางคศาสตร์
กัสสปะ พี่ชายคนโตนั้นมีบริวาร ๕๐๐ คน กัสสปะ คนกลาง มีบริเวณ ๓๐๐ คน และ
กัสสปะ คนเล็กสุดท้าย มีบริวาร ๒๐๐ คน

บวชเป็นฤาษีชฎิล
ต่อมาทั้งสามพี่น้องมีความเห็นตรงกันว่า “ลัทธิที่พวกตนนับถืออยู่นั้นไม่มีแก่นสาร”
จึงพากันออกบวชเป็นฤาษีชฎิล เกล้าผมเซิง บำเพ็ญพรตบูชาไฟตั้งอาศรมอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ เน
รัญชรา ตามลำดับกัน
พี่ชายคนโต ตั้งอาศรมอยู่ที่คุ้งน้ำตอนเหนือ ณ ตำบลอุรุเวลา จึงได้ชื่อว่า
“อุรุเวลกัสสปะ” น้องชายคนกลาง ตั้งอาศรมอยู่ที่คุ้งน้ำถัดไป ณ ตำบลนที จึงได้ชื่อว่า
“นทีกัสสปะ” ส่วนน้องชายคนเล็ก ตั้งอาศรมอยู่ที่คุ้งน้ำ ณ ตำบลคยา จึงได้ชื่อว่า “คยากัสสปะ”

เมื่อพระพุทธองค์ ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว และจำพรรษาแรกที่ป่าอิสิปตน
มฤคทายวัน ในพรรษานั้นมีพระสงฆ์สาวกผู้สำเร็จพระอรหันต์ จำนวน ๖๐ รูป เมื่อออก
พรรษาปวารณาแล้ว พระบรมศาสดาได้ส่งพระสาวกทั้ง ๖๐ รูปนั้น ออกไปเผยแผ่พระพุทธ
ศาสนายังถิ่นต่าง ๆ ส่วนพระองค์เองเสด็จไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม
ในระหว่างทาง เสด็จเข้าไปประทับพักผ่อนภายใต้ร่มไม้ริมทางในไร่ฝ้าย ขณะนั้นมีพระ
ราชกุมาร ๓๐ พระองค์ ผู้ได้นามว่า “ภัททวัคคีย์” ได้พาภรรยาไปเที่ยวหาความสุขสำราญใน
ราชอุทยาน ราชกุมารองค์หนึ่งไม่มีภรรยา จึงพาหญิงโสเภณีไปเป็นคู่เที่ยว เมื่อพวกราชกุมาร
กำลังเพลิดเพลินสนุกสนานกันอยู่นั้น หญิงโสเภณีได้ขโมยของมีค่าหนีไป พวกราชกุมารออกติด
ตามมา ได้พบพระผู้มีพระภาคที่ไร่ฝ้าย จึงเข้าไปเฝ้าแล้วกราบทูลถามว่า:-
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์เห็นหญิงคนหนึ่งผ่านมาทานี้บ้างหรือไม่ พระเจ้าข้า ?"
“พวกท่านเห็นว่า การแสวงหาหญิงกับการแสวงหาสิ่งประเสริฐในตนสิ่งไหนจะดีกว่า
กัน ?"
“แสวงหาสิ่งประเสริฐในตนดีกว่า พระเจ้าข้า”
“ถ้าเช่นนั้น ท่านทั้งหลายจงนั่งลง ตถาคตจะแสดงธรรมให้ฟัง”
พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาให้ฟัง จนทั้งหมดได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคล
ตั้งแต่ชั้นพระโสดาบัน ถึงชั้นพระสกทาคามี และพระอนาคามีทุกพระองค์ จากนั้น พระพุทธ
องค์ประทานการอุปสมบทให้แล้ว ส่งไปประกาศพระพุทธศาสนา
พระบรมศาสดา เสด็จต่อไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เสด็จเข้าไปยังสำนักของ
อุรุเวลกัสสปะ ตรัสขอพักอาศัยสักหนึ่งราตรี แต่อุรุเวลกัสสปะ เห็นว่าเป็นนักบวชต่างลัทธิ จึง
บ่ายเบี่ยงว่าไม่มีสถานที่ให้พัก พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า:-
“ธรรมดาว่าโคย่อมเข้าไปสู่ฝูงโค นักบวชก็ย่อมเข้าไปสู่สำนักของนักบวช ถ้าท่านไม่มี
ความหนักใจ ตถาคตจะขอพักอาศัยอยู่ในโรงไฟ ซึ่งเป็นที่บูชายัญของท่านนั้น”
“ดูก่อนมหาสมณะ เรามิได้หนักใจ ถ้าท่านจะพักในที่นั้น แต่ว่ามีพญานาคดุร้ายและมี
พิษมาก อยู่ในโรงไฟนั้น เกรงว่าท่านจะได้รับอันตรายถึงชีวิตก็ได้”
เมื่ออุรุเวลกัสสปะไม่ขัดข้อง พระพุทธองค์จึงเสด็จเข้าไปในโรงไฟ ทรงพิจารณาตรวจดู
สถานที่อันสมควรแล้ว ประทับนั่งสมาธิเจริญกรรมฐาน
ฝ่ายพญานาค เห็นผู้แปลกหน้าผิดกลิ่นเข้ามาในโรงไฟของตนก็โกรธ จึงพ่นพิษออกมา
เป็นควันไฟอบอวลทั่วทั้งโรงไฟ หวังจะทำอันตรายให้สิ้นชีวิต แต่พระพุทธองค์ทรงแสดง
พุทธานุภาพให้ปรากฏ ด้วยการบันดาลให้ควันไฟกลับไปสัมผัสเนื้อ หนัง เอ็น และกระดูกของ
พญานาค ทำให้ฤทธิ์เดชของพญานาคเหือดหายไป บังเกิดความเจ็ดปวดขึ้นมาแทน

อุรุเวลกัสสปะ ละลัทธิเดิม
ในราตรีนั้น พระพุทธองค์ทรงทรมานพญานาค ด้วยวิธีต่าง ๆ ทรงเข้าเตโชกสิณสมาบัติ
บันดาลให้เปลวไฟรุ่งโรจน์โชตนาการทั่วโรงไฟ เหล่าชฎิลทั้งหลายต่างมองดูด้วยความดีใจว่า
“พระสมณะ คงจะวอดวาย ในกองเพลิงด้วยพิษของพญานาค อย่างแน่นอน” ในที่สุด พระพุทธ
องค์ ก็ทรงปราบพญานาค จนสิ้นฤทธิ์โดยสิ้นเชิงแล้วจับเอาลงไปขดไว้ในบาตร
รุ่งเช้า อุรุเวลกัสสปะ พาศิษย์ชฎิลมาตรวจดู เมื่อเป็นเหตุการณ์เช่นนั้นจึงคิดว่า “พระ
สมณะนี้ มีอานุภาพมาก สามารถปราบพญานาคให้พ่ายแพ้ได้ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมิได้เป็นพระ
อรหันต์เหมือนเรา” คิดดังนี้แล้ว จงยังมิยอมรับนับถือ แต่ก็รู้สึกเลื่อมใสในอิทธิปาฏิหาริย์ และ
นิมนต์ให้พักอยู่ต่อไปได้ โดยพวกตนจะเป็นผู้นำอาหารมาถวายทุกวัน
วันต่อมา พระพุทธองค์เสด็จเข้าไปประทับที่ชายป่าใกล้ ๆ อาศรมของอุรุเวลกัสสปะ
นั้น ในยามราตรีของแต่ละคืน ได้มีทวยเทพเทวาตั้งแต่ชั้น จาตุมหาราชทั้ง ๔ ท้าว โกสีย์เทวราช
และท้าวสหัมบดีรพรหม ต่างก็มาเข้าเฝ้าเพื่อฟังพระธรรมเทศนา ได้เปล่งรัศมีแสงสว่างทั่วทั้ง
ไพรสณฑ์ ยังความฉงนสนเท่ห์ให้เกิดแก่อุรุเวลกัสสปะ และบริวารเป็นอย่างยิ่ง ครั้นรุ่งเช้า ได้
กราบทูลถามเหตุที่มาของแสงสว่างนั้น ครั้นได้ทราบความตลอดแล้วรู้สึกศรัทธาเลื่อมใสและ
ดำริอยู่ในใจว่า
“อานุภาพของพระสมณโคดมนี้ยิ่งใหญ่หาผู้เปรียบมิได้ แม้แต่เทพยาดาทุกชั้นฟ้า ยังมาเข้า
เฝ้าเพื่อขอฟังธรรม แต่ถึงจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตามก็ยังมิได้เป็นพระอรหันต์เหมือนเช่นเรา”
พระบรมศาสดา ทรงพักอยู่ในสำนักของอุรุเวลกัสสปะ เป็นเวลา ๒ เดือน ทรงแสดง
อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ทรมานอุรุเวลกัสสปชฎิล หลายประการ แต่อุรุเวลกัสสปะ ผู้มีสันดาน
กระด้าง มีทิฏฐิแรงกล้ายังถือตนเองว่าเป็นพระอรหันต์อยู่เช่นเดิม
พระพุทธองค์ทรงดำริว่า “ตถาคต จะยังโมฆบุรุษชฏิลนี้ ให้เกิดความสลดสังเวช” ดังนี้
แล้วจึงตรัสว่า:-
“ดูก่อนกัสสปะ ตัวท่านมิได้เป็นพระอรหันต์ ทางปฏิบัติของท่านยังห่างไกลต่อการ
สำเร็จเป็นพระอรหันต์ มิใช่ทางมรรคผลอันใดเลย ไฉนท่านจึงถือตนว่าเป็นพระอรหันต์ ท่าน
ลวงตนเองแล้วยังลวงคนอื่น ถ้าท่านรู้สึกสำนึกตัว และปฏิบัติตามคำสอนของเรา ท่านจะได้เป็น
พระอรหันต์ที่แท้จริงในไม่ช้า”
อุรุเวลกัสสปะ ได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้วก็รู้สึกสลดใจ ก้มศีรษะลงแทบพระบาทกราบ
ทูลขออุปสมบท พระบรมศาสดา จึงตรัสแก่เธอว่า:-
“กัสสปะ ท่านเป็นอาจารย์เจ้าสำนักที่ยิ่งใหญ่ มีบริวารมากกว่า ๕๐๐ คน ท่านจงบอก
ให้บริวารของท่านทราบทั่วกันก่อน ตถาคตจึงจะอุปสมบท ให้ท่าน”
อุรุเวลกัสสปะ จึงประกาศชักชวนชฎิลบริวารของตนทั้งหมด พากันลอยบริขารดาบส มี
เครื่องแต่งผมเป็นชฎา และเครื่องบูชาเพลิง เป็นต้น ลงในแม่น้ำแล้วทูลขออุปสมบท พระบรม
ศาสดา ประทานการอุปสมบทด้วยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา พร้อมกันทั้งหมด
ฝ่าย นทีสัสสปะ และ คยากัสสปะ น้องชายทั้งสองคน ซึ่งตั้งอาศรมอยู่ที่คุ้งน้ำตอนใต้ลง
ไปตามลำดับ เห็นบริขารของพี่ชายลอยมาตามน้ำ ทำให้คิดว่า “อันตรายคงจะเกิดมีแก่พี่ชายของ
ตน” จึงพร้อมด้วยบริวารรีบมาที่สำนักของพี่ชาย เห็นพี่ชายอยู่ในเพศพระภิกษุ จึงสอบถามได้
ความว่า “พรหมจรรย์นี้ประเสริฐยิ่งนัก” จึงพากันลอยบริขารลงในแม่น้ำแล้วขออุปสมบทด้วย
กัน ทั้งหมด
ฟังอาทิตตปริยายสูตร
พระพุทธองค์ ประทับอยู่ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม พอสมควรแก่พระอัธยาศัยแล้ว จึง
เสด็จพร้อมด้วยหมู่ภิกษุชฎิลเหล่านั้น จำนวน ๑,๐๐๓ รูป ไปยัง ตำบลคยาสีสะ และประทับอยู่
ณ ที่นั้น ทรงพิจารณาเห็นอินทรีย์ของภิกษุใหม่ แก่กล้าแล้ว จึงตรัสเรียกท่านเหล่านั้นมาประชุม
พร้อมกันแล้วตรัสพระธรรมเทศนา “อาทิตตปริยายสูตร” ทรงเปรียบเทียบสิ่งทั้งปวงเป็นของ
ร้อนดุจเดียวกับไฟเพื่อให้เหมาะสมกับอัธยาศัยของพวกเธอ ที่เคยบูชาไฟมาก่อน ทรงแสดงถึง
อายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ เป็นของร้อน และความรู้สึกว่าเป็นสุขเป็นทุกข์
ไม่สุข ไม่ทุกข์ เพราะตาเห็นรูป หรือหูได้ยิน เป็นต้น ก็เป็นของร้อน
ใจความโดยสรุปก็คือ เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายได้สัมผัส
และใจกระทบอารมณ์ แล้วทำให้เกิดความเร่าร้อน ร้อนเพราะราคา โทสะ และโมหะ เป็นต้น ผู้
ได้สดับและรู้เท่าทันกิเลสเหล่านี้แล้วย่อมเบื่อหน่ายในสิ่งทั้งปวง เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด
เมื่อคลายกำหนัดแล้ว จิตก็ไม่ยึดมั่นไม่ถือมั่นสิ่งเหล่านั้น
ขณะที่พระบรมศาสดา ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอยู่นั้น ภิกษุชฎิล ทั้ง ๑,๐๐๓ รูป ส่ง
กระแสจิตไปตามวาระแห่งพระธรรมเทศนา จิตของพวกเธอ ก็หลุดพ้นจากกิเลสาสวะทั้งปวง
สำเร็จป็นพระอรหันต์ขีณาสพด้วยกันทั้งหมด

ตามเสด็จโปรดพระเจ้าพิมพิสาร
พระอุรุเวลกัสสปะ เมื่อได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ได้ช่วยกิจการพระพุทธศาสนา
และช่วยแบ่งเบาภาระของพระบรมศาสดา ได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อสำเร็จเป็นพระ
อรหันต์ใหม่ ๆ ได้ติดตามเสด็จพระบรมศาสดาไปสู่เมืองราชคฤห์ พระพุทธองค์ประทับ
ณ ลัฏฐิวันสวนตาลหนุ่ม พระเจ้า พิมพิสารทรงทราบ จึงพร้อมด้วยพราหมณ์ และคฤหบดีชาว
เมืองมคธ จำนวน ๑๒ นหุต เสด็จเข้ามาเฝ้า กราบถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้วปะทับนั่ง ณ
ที่อันสมควรแก่พระองค์ ส่วนบริวารที่ติดตามมาเหล่านั้น ต่างก็แสดงกิริยาอาการต่าง ๆ กัน คือ
บางพวกก็ถวายบังคม บางพวกก็กราบทูลสนทนา บางพวกก็ประกาศชื่อและตระกูลของตน
บางพวกก็นั่งเฉย ๆ เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะคนเหล่านั้นยังไม่แน่ใจว่าระหว่างพระบรม
ศาสดากับอุรุเวลกัสสปะ นั้นใครเป็นศิษย์ใครเป็นอาจารย์กันแน่ เพราะว่า อุรุเวลกัสสปะ ก็เป็น
เจ้าสำนักใหญ่ มีคนเคารพนับถือมากมาย และได้รับยกย่องว่าเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง
พระพุทธองค์ทรงทราบวาระจิตความคิดของคนเหล่านั้นเป็นอย่างดี เพื่อปลดเปลื้อง
ความสงสัยของคนเหล่านั้น จึงตรัสถามพระอุรุเวลกัสสปะ ว่า:-
“กัสสปะ เธออยู่ในอุรุเวลาเสนานิคมมานาน เป็นอาจารย์สั่งสอนชฎิลให้บำเพ็ญพรต
จนซูบผอม เธอเห็นโทษอะไรหรือ จึงเลิกละการบูชานั้นเสีย?”
พระอุรุเวลกัสสปะ เมื่อได้ฟังพุทธดำรัสแล้ว ก็ทราบถึงพุทธประสงค์ดี จึงน้อมนมัสการ
กราบทูลว่า:-
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค การบูชายัญทั้งหลาย ล้วนแต่มีความมุ่งหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งกาม
คุณ มีรูป เสียง กลิ่น รส และ สัมผัส อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็น
ของร้อน บัดนี้ ข้าพระองค์ ได้รู้ชัดแล้วว่า ความรักใคร่ พอใจในกามคุณเหล่านั้น เป็นมลทิน
ทำใจให้เศร้าหมอง ก่อให้เกิดกิเลส และความทุกข์ จึงละทิ้งการบูชาไฟนั้นเสีย บัดนี้ ข้าพระ
องค์ ได้เห็นธรรมอันสงบระงับแล้ว” พระเจ้าข้า ครั้นแล้ว พระเถระได้ซบศีรษะลงแทบพระบาท
ของพระพุทธองค์ แล้วประกาศว่า:-
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์เป็นศาสดาของข้าพระพุทธเจ้า ๆ เป็นสาวกของพระ
องค์”
จากกิริยาอาการและถ้อยคำของพระเถระนั้น ทำให้บริวารของพระเจ้าพิมพิสารทั้งหมด
เหล่านั้นหายสงสัย น้อมจิตลงที่ฟังพระธรรมเทศนา ดังนั้น พระบรมศาสดา จึงทรงแสดง
“อนุปุพพิกถา” และ “อริยสัจ ๔” ให้ฟัง
เมื่อจบพระธรรมเทศนา พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยบริวาร ๑๑ นหุตะ ได้บรรลุโสดา
ปัตติผล ส่วนอีก ๑ นหุตะ ดำรงอยู่ในไตรสรณคมน์ ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ

ได้รับยกย่องในทางผู้มีบริวารมาก
พระอุรุเวลกัสสปะ เป็นผู้ประกอบด้วยพรหมวิหารธรรม อันเป็นธรรมสำหรับผู้ใหญ่
ใช้ปกครองดูแลบริวารให้มีความสุข ซึ่งประกอบด้วย
๑. เมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข
๒. กรุณา ความสงสาร ปรารถนาจะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
๓. มุทิตา ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
๔. อุเบกขา ความวางเฉย ไม่ดีใจไม่เสียใจเมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ
ด้วยคุณธรรมเหล่านี้ และอีกทั้งรู้จักบำรุงจิตใจบริวารด้วยการสงเคราะห์ด้วยวัตถุสิ่งของ
และหลักธรรมะ จึงทำให้ท่านสามารถยึดเหนี่ยวจิตใจบริวารไว้ได้เป็นที่รักเคารพของบริวาร
และก็เป็นพุทธสาวกรูปเดียวที่มีบริวารมากที่สุด พระพุทธองค์จึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่ง
เอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าพระสาวกทั้งปวง ในฝ่ายผู้มีบริวารมาก
ท่านดำรงอายุสังขารสมควรแก่กาลเวลาแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน

พระอัญญาโกณฑัญญะ



เอตทัคคะในทางรัตตัญญู

พระอัญญาโกณฑัญญะ เกิดในตระกูลพราหมณ์ในหมู่บ้านโทณวัตถุ อันไม่ห่างไกล
จากกรุงกบิลพัสดุ์ เดิมชื่อ “โกณฑัญญะ” เมื่อเจริญเติบโตขึ้นได้ศึกษาศิลปะวิทยาจบไตรเพท
และวิชาการทำนายลักษณะอย่างเชี่ยวชาญ

รวมทำนายพระลักษณะ
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะพระบิดา ได้เชิญพราหมณ์
๑๐๘ คน มาเลี้ยงโภชนาหารในพระราชนิเวศน์ เพื่อทำพิธีทำนายพระลักษณะ ตามราชประเพณี
ให้คัดเลือกพราหมณ์ผู้มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษจาก ๑๐๘ คน เหลือ ๘ คน และมีโกณฑัญญะ
อยู่ในจำนวน ๘ คน นี้ด้วย ในบรรดาพราหมณ์ทั้ง ๘ คนนั้น โกณฑัญญะมีอายุน้อยที่สุดจึง
ทำนายเป็นคนสุดท้าย
ฝ่ายพราหมณ์ ๗ คนแรก ได้พิจารณาตรวจดูพระลักษณะของสิทธัตถะอย่างละเอียด
เห็นถูกต้องตามตำรามหาบุรุษลักษณะพยากรณ์ศาสตร์ ครบทุกประการแล้ว จึงยกนิ้วมือขึ้น ๒
นิ้ว เป็นสัญลักษณ์ในการทำนายเป็น 2 นัย เหมือนกันทั้งหมดว่า
“พระราชกุมารนี้ ถ้าดำรงอยู่ในเพศฆราวาส จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ปราบปราม
ได้รับชัยชนะทั่วปฐพีมณฑล จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกในโลก แนะ
นำสั่งสอนเวไนยสัตว์ โดยไม่มีศาสดาอื่นยิ่งไปกว่า”
ส่วนโกณฑัญญะพราหมณ์ ได้สั่งสมบารมีมาครบถ้วนตั้งแต่อดีตชาติ และการเกิดใน
ภพนี้ก็จะเป็นภพสุดท้าย จึงมีปัญญามากกว่าพราหมณ์ทั้ง ๗ คนแรก ได้พิจารณาตรวจดูพระ
ลักษณะของพระกุมาร โดยละเอียดแล้ว ได้ยกนิ้วขึ้นเพียงนิ้วเดียวเป็นการยืนยันการพยากรณ์
อย่างเด็ดเดี่ยวเป็นนัยเดียวเท่านั้นว่า
“พระราชกุมาร ผู้บริบูรณ์ด้วยมหาบุรุษลักษณะอย่างนี้ จะไม่อยู่ครองเพศฆราวาสอย่าง
แน่นอน จักต้องเสด็จออกบรรพชา และได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างมิต้องสงสัย”

ออกบวชติดตามสิทธัตถะ
ครั้นกาลเวลาล่วงเลยมาถึง ๒๙ ปี เจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จออกบรรพชาโกณฑัญญะ
พราหมณ์ทราบข่าวก็ดีใจ เพราะตรงกับคำทำนายของตน จึงรีบไปชวนบุตรของพราหมณ์ทั้ง ๗
คนที่ร่วมทำนายด้วยกันนั้น โดยกล่าวว่า:-
“บัดนี้ เจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร โอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ เสด็จออกบรรพชาแล้ว
พระองค์จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญเจ้าแน่นอน ถ้าบิดาของพวกท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็คงจะออก
บวชด้วยกันกับเรา ถ้าท่านทั้งหลายปรารถนาจะบวชก็จงบวชตามเสด็จพระมหาบุรุษพร้อมกัน
เถิด”
บุตรพราหมณ์เหล่านั้น ยอมออกบวชเพียง ๔ คน คือ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และ
อัสสชิ โกณฑัญญะ จึงพามาณพทั้ง ๔ คนนั้นพร้อมทั้งตนด้วยรวมเป็น ๕ ได้นามบัญญัติว่า
“ปัญจวัคคีย์” ออกบวชสืบเสาะติดตามถามหาพระมหาบุรุษไปตามสถานที่ต่าง ๆ จนมาพบพระ
องค์กำลังบำเพ็ญความเพียรอยู่ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม
ด้วยความมั่นใจว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณอย่างแน่นอน จึงพา
กันเข้าไปอยู่เฝ้าทำกิจวัตรอุปัฏฐาก ด้วยการจัดน้ำใช้ น้ำฉัน และ ปัดกวาดเสนาสนะ เป็นต้น
ด้วยหวังว่าเมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว จะได้แสดงธรรมโปรดพวกตนให้รู้ตามบ้าง
เมื่อพระมหาบุรุษ ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างอุกฤษฏ์เป็นเวลาถึง ๖ ปี ก็ยังไม่ได้บรรลุ
พระโพธิญาณ จึงทรงพระดำริว่า “วิธีนี้คงจะไม่ใช่ทางตรัสรู้” จึงทรงเลิกละความเพียรด้วยวิธี
ทรมานกาย หันมาบำเพ็ญเพียรทางจิต เลิกอดพระกระยาหาร กลับมาเสวยตามเดิม เพื่อบำรุง
พระวรกายให้แข็งแรง

ปัญจวัคคีย์ปลีกตัวหลีกหนี
ฝ่ายปัญจวัคคีย์ ผู้มีความเลื่อมใสในการปฏิบัติ แบบทรมานร่างกาย ครั้นเห็นพระ
โพธิสัตว์ละความเพียรนั้นแล้ว ก็รู้สึกหมดหวัง จึงพากันเหลีกหนีทิ้งพระโพธิสัตว์ ให้ประทับอยู่
ตามลำพังพระองค์เดียว พากันเที่ยวสัญจรไปพักอาศัยอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี
ครั้นพระโพธิสัตว์ ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ทรงดำริพิจารณาหาบุคคลผู้
สมควรจะรับฟังพระปฐมเทศนา และตรัสรู้ตามได้โดยเร็วในชั้นแรก พระองค์ทรงระลึกถึง
อาจารย์ทั้งสองที่พระองค์เคยเข้าไปศึกษา คือ อาฬารดาบสกาลามโคตร แต่ได้ทราบว่าท่านได้ถึง
แก่กรรมไปได้ ๗ วัน แล้วและอีกท่านหนึ่ง คือ อุทกดาบสรามบุตร แต่ก็ได้ทราบด้วยพระญาณ
ว่าท่านเพิ่งจะสิ้นชีพไปเมื่อวันวานนี้เอง
ต่อจากนั้น พระพุทธองค์ทรงระลึกถึง ปัญจวัคคีย์ ผู้ซึ่งเคยมีอุปการคุณแก่พระองค์เมื่อ
สมัยทำทุกรกิริยา และทรงทราบว่าขณะนี้ท่านทั้ง ๕ พักอาศัย อยู่ที่ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรง
ดิริดังนี้แล้ว จึงได้เสด็จพุทธดำเนินไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
ฝ่ายปัญจวัคคีย์ นั่งสนทนากันอยู่ เห็นพระพุทธองค์เสด็จมาแต่ไกลเข้าใจว่า พระองค์
เสด็จมาเพื่อแสวงหาผู้อุปัฏฐาก จึงทำกติกากันว่า:-
“พระสมณโคดม นี้ คลายความเพียรแล้วเวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมาก พวกเราไม่
ควรไหว้ ไม่ควรลุกขึ้นต้อนรับ ไม่รับบาตรและจีวรของพระองค์เลย เพียงแต่จัดอาสนะไว้ เมื่อ
พระองค์ปรารถนาจะประทับนั่ง ก็จงนั่งตามพระอัธยาศัยเถิด”
ครั้นพระพุทธองค์เสด็จมาถึง ต่างพากันลืมกติกาที่นัดหมายกันไว้ กลับทำการต้อนรับ
เป็นอย่างดีดังที่เคยทำมา แต่ยังใช้คำทักทายว่า “อาวุโส” และเรียกพระนามว่า “โคดม” อันเป็น
ถ้อยคำที่แสดงความไม่เคารพ ดังนั้น พระพุทธองค์ทรงห้ามแล้วตรัสว่า:-
“อย่าเลย พวกเธออย่างกล่าวอย่างนั้น บัดนี้ ตถาคตได้บรรลุอมตธรรมเองโดยชอบแล้ว
เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟังเถิด เราจะแสดงให้ฟัง เมื่อเธอปฏิบัติตามที่เราสอนแล้ว ไม่นานก็จะบรรลุ
อมตธรรมนั้น”
“อาวุโสโคดม แม้พระองค์บำเพ็ญอย่างอุกฤษฏ์เห็นปานนั้น ก็ยังไม่บรรลุธรรมพิเศษอัน
ใด บัดนี้พระองค์คลายความเพียรนั้นแล้วหันมาปฏิบัติเพื่อความเป็นคนมักมาก แล้วจะบรรลุ
อมตธรรมได้อย่างไร?”
พระพุทธองค์ตรัสเตือนปัญจวัคคีย์ ให้ระลึกถึงความหลังว่า “ท่านทั้งหลายจำได้หรือไม่
ว่า วาจาเช่นนี้ เราเคยพูดกับท่านบ้างหรือไม่” ปัญจวัคคีย์ ระลึกขึ้นได้ว่า พระองค์ไม่เคยตรัสมา
ก่อนเลย จึงยินยอมพร้อมใจกันฟังพระธรรมเทศนาโดยเคารพ

ฟังปฐมเทศนา
พระพุทธองค์ ทรงประกาศพระสัพพัญญุตญาณแก่เหล่าปัญจวัคคีย์ โดยตรัสพระ
ธรรมจักรกัปวัตนสูตร เป็นปฐมเทศนา ซึ่งเนื้อความในพระธรรมเทศนานี้ พระพุทธองค์ทรง
ตำหนิหนทางปฏิบัติอันไร้ประโยชน์ ๒ ทาง ที่บรรพชิตไม่ควรเสพ คือ
๑ กามสุขัลลิกานุโยค การปฏิบัติที่ย่อหย่อนเกินไป แสวงหาแต่กามสุขอันพัวพันหมก
มุ่นแต่รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ซึ่งเป็นสิ่งเลวทราม เป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือน เป็นกิจของ
คนกิเลสหนา มิใช่ของพระอริยะ มิใช่ทางตรัสรู้หาประโยชน์มิได้
๒ อัตตกิลมถานุโยค การปฏิบัติตนให้ได้รับความลำบาก เคร่งครัดเกินไป กระทำตน
ให้ได้รับความทุกข์ทรมาน เป็นการกระทำที่เหนื่อยเปล่า ไม่มีประโยชน์ ไม่ใช่ทางแห่งความ
หลุดพ้น
จากนั้น พระพุทธองค์ตรัสชี้แนะวิธีปฏิบัติ แบบ “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ การปฏิบัติแบบ
กลาง ๆ ไม่ย่อหย่อนเกินไปแบบประเภทที่หนึ่ง และไม่ตึงเกินไป แบบประเภทที่สอง ดำเนินตาม
ทางสายกลางซึ่งเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค คือทางอัน
ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ได้แก่
๑ สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ (ปัญญาเห็นในอริยสัจ ๔)
๒ สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ (ดำริออกจากกาม เบียดเบียนพยายาม)
๓ สัมมาวาจา เจรจาชอบ (เว้นจากวจีทุจริต ๔)
๔ สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ (เว้นจากกายทุจริต ๓)
๕ สัมมาอาชีพ เลี้ยงชีพชอบ (เว้นจากเลี้ยงชีพในทางที่ผิด)
๖ สัมมาวายะมะ เพียรชอบ (เพียรละความชั่วทำความดี)
๗ สัมมาสติ ระลึกชอบ (ระลึกในสติปัฏฐาน ๔)
๘ สัมมาสมาธิ ตั้งจิตไว้ชอบ (เจริญฌานทั้ง ๔)
เมื่อจบพระธรรมเทศนา ธรรมจักษุ คือ ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีมลทิน เกิดขึ้น
แก่โกณฑัญญะว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็น
ธรรมดา”
พระพุทธองค์ ทรงทราบว่า โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบันบุคคลใน
พระพุทธศาสนาแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานด้วยความพอพระทัยด้วยพระดำรัสว่า:-
“อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ” ซึ่งแปลว่า “โกณฑัญญะ
ได้รู้แล้วหนอ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ” ด้วยพระพุทธดำรัสนี้ คำว่า “อัญญา” จงเป็นคำนำหน้า
ชื่อของท่าน โกณฑัญญะ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนเป็นที่รู้ทั่วกันว่า พระอัญญาโกณฑัญญะ

พระสงฆ์รูปแรกในพุทธศาสนา
ต่อจากนั้น ท่านได้กราบทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ประทานการอุปสมบทให้ด้วย
พระดำรัสว่า:-
“เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่
สุดทุกข์โดยชอบเถิด”
ด้วยพระวาจาเพียงเท่านี้ โกณฑัญญะ ก็สำเร็จเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา นับว่า
เป็นพระสงฆ์รูปแรกในโลก และการอุปสมบทด้วยวิธีนี้เรียกว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”

วันต่อ ๆ มา ท่านที่เหลืออีก ๔ คน ก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน และอุปสมบทด้วยกันทั้ง
หมด พระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า พระปัจวัคคีย์ มีญาณแก่กล้า พอที่จะบรรลุธรรมเบื้องสูง
ได้แล้ว จึงตรัสพระธรรมเทศนา “อนัตตลักขณสูตร” คือสูตรที่แสดงลักษณะแห่งเบญจขันธ์ว่า
เป็นอนัตตาความไม่มีตัวตน โปรดพระปัญจวัคคีย์ เมื่อจบพระธรรมเทศนา ก็ได้บรรลุพระ
อรหัตผล เป็นพระอเสขบุคคลด้วยกันทั้งหมด ขณะนั้น มีพระอรหันต์ เกิดขึ้นในโลก ๖ องค์
รวมทั้งพระบรมศาสดาด้วย

ได้รับยกย่องทางรัตตัญญู
พระอัญญาโกณฑัญญะ เมื่อออกพรรษาปวารณาแล้ว พระพุทธองค์ทรงส่งออกไป
ประกาศพระศาสนาพร้อมกับพระสาวกรุ่นแรก จำนวน ๖๐ รูป ท่านได้เดินทางไปยังบ้านเดิม
ของท่าน ได้นำหลานชายชื่อ ปุณณมันตานี ซึ่งเป็นบุตรของ นางมันตานี ผู้เป็นน้องสาวของท่าน
มาบวช และได้มีชื่อว่า พระปุณณมันตานีบุตรเถระ
เพราะความที่ท่านเป็นพระเถระ ผู้มีอายุพรรษากาลมาก มีประสบการณ์มาก จึงได้รับยก
ย่องจากพระบรมศาสดา ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นเลิศกว่าภิกษุ ทั้งหลายในทาง ผู้รัตตัญญู
หมายถึง ผู้รู้ราตรีนาน

บั้นปลายชีวิต
พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นพระเถระผู้เฒ่า ไม่ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ชอบหลีกเร้น
อยู่ในสถานที่อันสงบวิเวกตามลำพัง ในคัมภีร์มโนรถปูรณี และคัมภีร์ธุรัตวิลาสินี กล่าวไว้ตรง
กันว่า เป็นเวลา ๑๒ ปี ก่อนที่ท่านจะนิพพานท่านได้กราบทูลลาพระบรมศาสดาไปจำพรรษา ณ
ป่าหิมพานต์ ตามลำพัง นอกจากต้องการความสงบดังกล่าวแล้ว ยังมีเหตุผลส่วนตัวของท่าน อีก
๓ ประการคือ
๑ ท่านไม่ประสงค์จะเห็นพระอัครสาวก คือ พระสารีบุตรเถระ และพระมหาโมคคัล
ลานเถระ ผู้เป็นกำลังสำคัญในการช่วยแบ่งเบาภาระของพระพุทธองค์ กิจการพระศาสนาด้าน
ต่าง ๆ ที่ต้องมาแสดงความเคารพนอบน้อมต่อพระผู้เฒ่าชราอย่างท่าน ซึ่งสังขารนับวันจะร่วงโรย
และใกล้แตกดับเข้าไปทุกขณะ
๒ ท่านได้รับความเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก ที่ต้องคอยต้อนรับผู้ไปมาหาสู่ ซึ่งมีทั้ง
บรรพชิตและคฤหัสถ์ การอยู่ในเสนาสนะใกล้บ้านจึงไม่เหมาะสมสำหรับพระแก่ชราอย่างท่าน
๓ ท่านเบื่อหน่ายในความดื้อรั้น ของพระสัทธิวิหาริกรุ่นหลัง ๆ ที่มักประพฤตินอกลู่
นอกทาง ห่างไกลจากการบรรลุมรรคผล
ท่านได้อยู่จำพรรษา ในป่าหิมพานต์ บริเวณใกล้สระฉัททันต์ เป็นเวลานาน ๑๒ ปี วันที่
ท่านจะนิพพาน ท่านพิจารณาอายุสังขารแล้ว ได้มาเฝ้าพระพุทธองค์ เพื่อกราบทูลลานิพพาน
ครั้นพระพุทธองค์ประทานอนุญาตแล้ว ท่านเดินทางกลับยังป่าหิมพานต์ และนิพพานใน
บรรณศาลาที่พักริมสระฉัททันต์นั้น พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกจำนวนมาก ได้
เสด็จไปทำฌาปนกิจศพให้ท่าน


อานิสงส์ถวายดอกไม้ธูปเทียน
......ในครั้งพุทธกาลก็มีผู้กระทำมาแล้วย่อมมีผลานิสงส์อย่างอเนกประการ คือ นายสุมนมาลาการ
มีเรื่องอยู่ว่านายสุมนมาลาการนี้ เก็บดอกมะลิมาถวายพระเจ้าพิมพิสารวันละ
๘ ทะนาน และรับเงิน ๘ กหาปณะต่อวัน ขณะที่เขาเก็บดอกไม้อยู่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออก
บิณฑบาตภายในพระนคร พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป เป็นบริวาร นายสุมนมาลาการเห็นก็เกิด
จิตเลื่อมใสคิดอยากจะทำบุญแก่พระตถาคต แต่ไม่เห็นอย่างอื่นนอกจากดอกไม้ จึงเอาดอกไม้เหล่านั้น
บูชาพระองค์ โดยไม่เกรงกลัวพระราชาจะทรงกริ้วโกรธ ถึงแม้จะถูกพระราชาประหารชีวิตก็ยอมตาย
การบูชาดอกไม้ของนายมาลาการได้กระทำซัดดอกไม้ขึ้นไปในเบื้องบน ของพระตถาคต ๒ กำมือ ดอก
ไม้เกิดอัศจรรย์ขึ้นไปประดิษฐานเบื้องบนเป็นเพดานกั้นพระเศียรพระตถาคต แล้วก็ซัดไปทาง
พระหัตถ์ขวา ๒ กำด้านพระปฤษฎางค์ ๒ กำ พระหัตถ์ซ้าย ๒ กำ รวมทั้งหมด ๘ กำดอกไม้เหล่านั้นได้
เกิดอัศจรรย์แวดล้อมพระตถาคตอยู่ตลอดเวลานายมาลาการเห็นดังนั้นก็ยินดียิ่งนัก ได้ถือกระเช้าเปล่า
ไปเรือนฝ่ายภรรยาเห็นไม่มีดอกไม้ในกระเช้านายมาลาการบอกแก่ภรรยาว่าได้เอาดอกไม้บูชาพระ
ตถาคตแล้วนางได้ตอบว่าธรรมดาพระราชาเป็นผู้ดุร้าย กริ้วคราวเดียวก็ทำความพินาศให้ถึงความตาย
ดังนั้นความพินาศนี้พึงมีแก่เรา เพราะเธอได้ทำกรรมไว้
นางได้อุ้มลูกไปเฝ้าพระราชาทูลขอหย่ากับ นายมาลาการกับพระองค์
พระราชาทรงทราบความต่ำทราม แห่งจิตของนาง แล้วก็ทำเป็นกริ้วและอนุญาต
ให้นางหย่ากับนายมาลาการ แล้วพระราชาได้เสด็จไปสู่สำนักพระศาสดาถวายบังคมทูลอาราธนา
พระศาสดาไปรับภัตตาหารในพระราชวังพระศาสดาทรงทราบพระราชหฤทัยของพระราชา พระองค์
ทรงรับอาราธนาแล้วเสด็จไปสู่พระราชวังของพระราชา แต่พระศาสดาทรงพระประสงค์ จะประทับที่
พระลานหลวง จะประกาศคุณงามความดีของนายมาลาการพระราชาทรงอังคาส พระศาสดาพร้อมด้วย
ภิกษุสงฆ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ตามส่งเสด็จพระศาสดาไปสู่วิหารเสด็จกลับมาตามนายมาลาการ ถวายถึง
สาเหตุที่ถวายดอกไม้แก่พระศาสดา พอทราบเรื่องแล้วทรงพระราชทานรางวัลอย่าง ๘ ชนิด
มีช้าง ๘ เชือก ม้า ๘ ตัว ทาส ๘ คน ทาสี ๘ คน กหาปณะ ๘ พัน นารี ๘ นาง และเครื่องประดับอย่าง
ละ ๘ และบ้านส่วยอีก ๘ หมู่บ้านเป็นอันว่ากรรมดีได้สนองผลให้แก่นายสุมนมาลาการในวันนั้นเอง